ย้อนรอยปี 2534 : เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพ World Bank/IMF Annual Meetings ครั้งแรก

เผยแพร่22 ก.ย. 2026



งานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (The Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings ไม่ได้เป็นเพียงเวทีหารือด้านนโยบายการเงินของโลกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสะท้อนบทบาทและศักยภาพของประเทศเจ้าภาพต่อสายตานานาชาติอีกด้วย

ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2534 และในปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพเป็น ครั้งที่ 2 ในระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 นี้

บทความนี้ขอชวนเพื่อน ๆ ผู้อ่านมานั่งไทม์แมชชีน ย้อนเวลากลับไปยังช่วงทศวรรษ 2530 เพื่อสำรวจ “ไทยแลนด์” ในมิติของเศรษฐกิจ สังคม-วัฒนธรรม และเบื้องลึกเบื้องหลังการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ฯเมื่อครั้งปี 2534 ผ่านเรื่องราวที่บันทึกไว้ในเอกสารและสื่อโสตทัศน์จดหมายเหตุของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดบทเรียนและความภาคภูมิใจจากเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้น



ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศต้องเผชิญความท้าทายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างเสถียรภาพทางการเงิน จึงมีการจัดตั้งธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ขึ้นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวและการพัฒนาของเศรษฐกิจโลก  

โดยธนาคารโลกมีจุดเริ่มต้นจากการสนับสนุนการบูรณะประเทศหลังสงคราม ก่อนขยายบทบาทสู่การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและลดความยากจน ขณะที่ IMF มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ และให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงิน ทั้งสององค์กรจึงมีบทบาทเกื้อหนุนกันในการส่งเสริมการเติบโตและความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก 

ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 โดยในการดำเนินความสัมพันธ์กับทั้งสององค์กร ประเทศไทยมีผู้แทนอย่างเป็นทางการแยกตามภารกิจของแต่ละสถาบัน กล่าวคือ กระทรวงการคลังทำหน้าที่เป็นผู้แทนประเทศไทยในกลุ่มธนาคารโลก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารโลกฝ่ายประเทศไทย (Governor of the Bank) ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้แทนประเทศไทยในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศฝ่ายประเทศไทย (Governor of the Fund) 

โดยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ต้องการเงินทุนและองค์ความรู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับเศรษฐกิจให้ทันสมัย การเข้าเป็นสมาชิกจึงช่วยเปิดประตูให้ไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนา เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ  โดยในระยะแรก ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนด้านเงินกู้จากธนาคารโลกสำหรับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น การชลประทาน การคมนาคมทั้งระบบรางรถไฟและท่าเรือขนส่งขนาดใหญ่ และการพัฒนาเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยความร่วมมือดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี เมื่อประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี ฯ ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2534 

เกร็ดความรู้: การจัดประชุม IMF-World Bank Annual Meetings




การประชุมประจำปีฯ ในปี พ.ศ. 2534 จัดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก ทั้งการเปลี่ยนผ่านของประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด การปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจาก IMF และธนาคารโลก ตลอดจนการแสวงหาแนวทางเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจโลกภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น โดยในช่วงปี พ.ศ. 2529-2533 ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Real GDP Growth) เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.9 ต่อปี  ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่งของเอเชีย และถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็น “เสือตัวที่ 5” ต่อจากกลุ่ม “4 เสือเอเชีย” ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน 

ในช่วงดังกล่าว ประเทศไทยมีการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ  สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เช่น ข้าว ยางพารา และอาหารทะเลแปรรูป ยังคงสร้างรายได้จากการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทโดดเด่นขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ การขยายตัวของภาคการส่งออก ต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้ นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการย้ายฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นภายหลังข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord)  ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ นักลงทุนจากสหรัฐฯ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของไทยเช่นกัน

 


การได้รับเลือกในปี 2530 ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมฯ ประจำปี 2534 จึงเปรียบเหมือนการตอกย้ำสถานะของประเทศไทยต่อผู้นำโลก เเละผู้นำสถาบันทางการเงินนานาชาติ และแสดงถึงความพร้อมของไทยต่อการรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศสู่ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และทำให้ประเทศไทย สามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องในปีถัด ๆ มา

เกร็ดความรู้: ชวนย้อนรำลึกปี 2530 เมื่อประเทศไทยใกล้จะเป็น NICs 

เกร็ดความรู้: ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord)


การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ไม่ใช่เพียงการจัดเตรียมสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับผู้แทนจากนานาประเทศเท่านั้น แต่เป็นภารกิจระดับชาติที่ต้องอาศัยการวางแผนและความร่วมมือจากหลายหน่วยงานล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยในสายตาประชาคมระหว่างประเทศ



การเตรียมงานเริ่มต้นขึ้นล่วงหน้านับตั้งแต่ปี 2530  โดย “กระทรวงการคลัง” และ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ได้ตอบรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2530 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติยืนยันการเป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2532 พร้อมอนุมัติงบประมาณสำหรับการจัดประชุม จำนวน 427 ล้านบาท (ซึ่งหากเทียบกับมูลค่าเงินในปัจจุบันตามอัตราเงินเฟ้อ จะมีมูลค่าประมาณ 1,123 ล้านบาท) โดยให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายฝ่ายละครึ่ง หรือฝ่ายละ 213.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นการเตรียมงาน กระทรวงการคลังยังไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับไว้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานในช่วงปี 2533 ไปก่อน คิดเป็นวงเงินประมาณ 50 ล้านบาท โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2533 ของฝ่ายกิจการธนาคาร เพิ่มเติม จำนวน 50 ล้านบาท และรับคืนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภายหลัง           จากวันนั้นเป็นต้นมา การเตรียมการครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งด้านสถานที่ การคมนาคม การรักษาความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวก สำหรับผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชนจากทั่วโลก

ในปี 2532 เมื่อไทยได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานการทำงานของทุกภาคส่วนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ได้จัดตั้ง “สำนักงานจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2534 (สจส.)” ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการวางแผน ควบคุม ดูแล และประสานงานการจัดประชุมในทุกด้าน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง มีการแต่งตั้งนายนิพัทธ พุกกะณะสุต รองปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้อำนวยการ สจส. และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นรองผู้อำนวยการ สจส. รับผิดชอบด้านการจัดประชุม และบริการ


นอกจากการมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ สจส. แล้ว ธปท. ยังแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจของ ธปท. ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนงานในส่วนที่ ธปท. ได้รับมอบหมาย โดยหลักๆ ได้แก่ งานรับรองและพิธีการ งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูล งานจัดหาบุคลากรและการฝึกอบรม เป็นต้น


ในต้นทศวรรษ 2530 ประเทศไทยยังไม่มีศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ในระดับมาตรฐานสากล ที่เพียงพอรองรับผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 10,000 คน รัฐบาลไทยจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องจัดสร้างสถานที่แห่งใหม่ขึ้นเพื่อรองรับการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงการคลังดำเนินการก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติ โดยขณะนั้นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณสวนจตุจักร และพื้นที่ของโรงงานยาสูบกระทรวงการคลัง บริเวณถนนรัชดาภิเษก เป็น 2 ตัวเลือกที่มีความเหมาะสม

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ แล้ว ในที่สุดจึงมีมติให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติ ในพื้นที่ของโรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นพื้นที่ราชพัสดุ เนื่องจากความเหมาะสมทั้งด้านตำแหน่งที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายทางพิเศษ (ทางด่วน) และถนนสายสำคัญหลายเส้นทาง อาทิ ถนนรัชดาภิเษก ถนนพระราม 4 อีกทั้งยังรายล้อมด้วยโรงแรมชั้นนำที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ และที่สำคัญคือพื้นที่ดังกล่าวสามารถเริ่มการก่อสร้างได้ทันที ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญภายใต้กรอบเวลาที่มีจำกัด


การก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติ กลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของประเทศในขณะนั้น คณะ ทำงานซึ่งรับผิดชอบการก่อสร้างสถานที่ประชุม ได้คัดเลือกบริษัท Design 103 จำกัด เป็นสถาปนิกที่ปรึกษาในการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมในปี พ.ศ. 2534 ศูนย์การประชุมนี้ได้รับการออกแบบให้มีความงดงาม ร่วมสมัย สื่อถึงอัตลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย มีการจัดการพื้นที่ใช้งานที่ได้มาตรฐานสากล รองรับผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมาก พร้อมระบบสื่อสาร สิ่งอำนวยความสะดวก ศูนย์การประชุมแห่งชาติที่ก่อสร้างในที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์นี้ จะต้องทำการขึ้นทะเบียนเป็นของราชพัสดุ และกรมธนารักษ์จะให้กระทรวงการคลังนำไปใช้ประโยชน์ในราชการโดยไม่ต้องมีผลตอบแทน



เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามของพระองค์มาเป็นชื่อศูนย์การประชุม นับแต่นั้นเป็นต้นมา “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” (Queen Sirikit National Convention Center) จึงมิได้เป็นเพียงอาคารสำหรับรองรับการประชุมระดับนานาชาติ หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณและความภาคภูมิใจของคนไทยที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน



 การพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เมือง ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ดังที่ปรากฏในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2457 ซึ่งแสดงสภาพพื้นที่ในอดีต ก่อนที่บริเวณโรงงานยาสูบจะได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในเวลาต่อมา

เกร็ดความรู้ : การขยายตัวของชุมชนเมืองในยุคก่อนการพัฒนาพื้นที่สู่การเป็นศูนย์ประชุมระดับโลก 


การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ประจำปี พ.ศ. 2534 ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันคัดเลือกบุคลากรจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการจัดประชุมในด้านต่าง ๆ โดยผู้ได้รับการคัดเลือกต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดโดย Joint Secretariat (JS) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่ดูแลการจัดประชุม

พนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทย หน่วยงานราชการ สถาบันการเงิน ตลอดจน นิสิต นักศึกษา จำนวน 1,210 คน ที่ผ่านการคัดเลือกเป็น “เจ้าหน้าที่รับรอง” จะเข้าสู่หลักสูตรจัดอบรมและปฐมนิเทศอย่างเข้มข้น เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการประชุม บทบาทหน้าที่ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีการฝึกทักษะด้านการสื่อสาร การให้บริการผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ มารยาทสากล และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อปฏิบัติหน้าที่ด้านการต้อนรับ การประสานงาน และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


การอบรมแบ่งเป็น 5 รุ่น โดยเป็นการอบรมทั่วไป และมีการฝึกอบรมเฉพาะด้านเพิ่มเติมอีก 2 หลักสูตร สำหรับบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานเฉพาะทาง รวมจำนวน 335 คน เพื่อให้สามารถรองรับภารกิจที่มีความซับซ้อนและหลากหลายตลอดช่วงการประชุม ก่อนถึงวันประชุมจริง ผู้เข้ารับการอบรมการเป็นเจ้าหน้าที่รับรองทุกคนจะต้องศึกษาพื้นที่ภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อย่างละเอียด เพื่อทำความคุ้นเคยกับสถานที่ เส้นทาง และจุดปฏิบัติงานต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพเมื่อถึงวันจริง



หลังจากใช้เวลาหลายปีในการวางแผนและเตรียมความพร้อม ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ในที่สุดประเทศไทยก็ได้ต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกเข้าสู่การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2534 ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11–17 ตุลาคม พ.ศ. 2534 โดยประเทศไทยได้จัดเตรียมการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรตินับตั้งแต่ผู้แทนเดินทางถึงประเทศ ไม่ว่าจะเป็นห้องรับรองพิเศษ การอำนวยความสะดวกภายในท่าอากาศยานดอนเมือง ตลอดจนป้ายต้อนรับที่ติดตั้งตามจุดสำคัญของกรุงเทพมหานคร เพื่อสะท้อนความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพงานระดับนานาชาติครั้งสำคัญ


เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ของประเทศและความหมายของการประชุมครั้งนี้ จึงมีการจัดทำตราสัญลักษณ์ “เงินพดด้วงบรรจุภาพดอกบัวตูมหุ้มลูกโลก” ซึ่งออกแบบโดย นายเอกสิทธิ์ ยินดีเหมาะ โดย เงินพดด้วง สื่อถึงความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดอกบัว สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย และ ลูกโลก แทนธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขณะที่รูปทรงส่วนบนสื่อถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการระดมความคิดจากผู้เข้าร่วมประชุมทั่วโลก ด้านการใช้สี สีทอง แทนคุณค่าและความเป็นสถาบัน สีน้ำเงิน สื่อถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ และ สีดำ ช่วยเพิ่มความชัดเจนของตัวอักษร ทำให้ตราสัญลักษณ์สะท้อนทั้งความเป็นไทยและความร่วมมือของประชาคมโลกได้อย่างลงตัว



การต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากในปี 2534 เป็นภารกิจที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนอาจคาดคิด ผู้จัดต้องวางแผนเส้นทางเดินรถระหว่างสนามบิน โรงแรม และศูนย์การประชุมฯ ล่วงหน้าหลายเดือน พร้อมจัดเตรียมรถโดยสารประจำงานกว่า 40 คัน รถสำรองอีกประมาณ 40 คัน และรถตู้เพิ่มเติมอีก 25 คัน เพื่อรองรับการเดินทางของผู้แทนจากทั่วโลก ในยุคที่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (คำใช้เรียกโทรศัพท์มือถือในสมัยนั้น) หรือระบบนำทางผ่านดาวเทียมยังไม่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ความสำเร็จของการประชุมจึงอาศัยการวางแผนและการประสานงานของบุคลากรจำนวนมากเป็นสำคัญ



ตลอดหนึ่งสัปดาห์ของการประชุม กรุงเทพมหานครได้กลายเป็นศูนย์กลางของการหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกกว่า 150 ประเทศ รวมถึงผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาคการเงิน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก เดินทางเข้าร่วมงาน นับเป็นหนึ่งในงานประชุมนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพในขณะนั้น

บรรยากาศของการประชุมเริ่มคึกคักตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคม เมื่อสื่อมวลชนจากหลายประเทศทยอยเดินทางมาลงทะเบียน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขณะที่การประชุมกลุ่มย่อยต่าง ๆ เริ่มขึ้นก่อนการประชุมใหญ่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและการเงิน


การประชุมเริ่มต้นด้วยการหารือของกลุ่ม G24 Deputies ซึ่งเป็นการประชุมของผู้แทนระดับอาวุโสจากประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเตรียมประเด็นที่จะนำเสนอในระดับรัฐมนตรี ต่อมาจึงเป็นการประชุม G24 Ministers และการประชุมของกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการประชุมของคณะกรรมการ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายทางการเงินระหว่างประเทศของ IMF

เกร็ดความรู้: นโยบายที่เป็นที่หารือในการประชุมฯ เมื่อปี 2534

จุดสำคัญของสัปดาห์แห่งการประชุมอยู่ที่วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2534 เมื่อมีพิธีเปิดการประชุมประจำปีอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เป็นประธานกล่าวต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยบนเวทีการเงินระหว่างประเทศได้อย่างชัดเจน


ตลอดระยะเวลาสามวันของการประชุมประจำปี ผู้เข้าร่วมได้ร่วมอภิปรายประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งเรื่องเสถียรภาพทางการเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก การแก้ไขปัญหาความยากจน และแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ของผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก

Timeline การประชุม

11 ต.ค. 2534: การประชุม G24 Deputies

12 ต.ค. 2534: การประชุม G24 Ministers และ SEA Voting Group

13 ต.ค. 2534: การประชุม G10 Ministers

13–14 ต.ค. 2534: การประชุม Interim Committee

15 ต.ค. 2534: พิธีเปิดการประชุมฯ ประจำปี 2534

15–17 ต.ค. 2534: การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและ IMF 2534

 

เกร็ดความรู้: กลุ่มประเทศและบทบาทของผู้แทนในการประชุม



นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร สถานที่และการประชุมแล้ว การอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุมและคณะผู้ติดตามจากทั่วโลกก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของคณะผู้จัดงาน โดยเฉพาะด้านการเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งเป็นบริการที่ผู้เข้าร่วมประชุมจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอ เพื่อให้การจับจ่ายใช้สอย มีความสะดวก ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไม่สะดุด

ธนาคารกรุงไทย ได้รับคัดเลือกให้จัดตั้งสาขาย่อยแบบถาวรภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและเครื่องบริการเงินสดอัตโนมัติ (ATM) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุมตลอดช่วงการจัดงาน


ขณะเดียวกัน สมาคมธนาคารไทยยังได้ร่วมสนับสนุนการให้บริการด้านการเงินเพิ่มเติม โดยจัดจุดแลกเปลี่ยนเงินตราและติดตั้งเครื่อง ATM ของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ไว้ภายในศูนย์การประชุมอีกหลายจุด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง

แม้จะเป็นเพียงรายละเอียดส่วนหนึ่งของการจัดงาน แต่การเตรียมความพร้อมด้านบริการทางการเงินเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกมิติของการจัดประชุม และความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกให้ได้รับความสะดวกสบายและความประทับใจตลอดการเข้าร่วมประชุม

เกร็ดความรู้ : กรุงเทพฯ ในยุค พ.ศ. 2530 จับจ่ายใช้สอยอย่างไร


อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การประชุมระดับนานาชาติดำเนินไปอย่างราบรื่น คือระบบการแปลภาษา ซึ่งช่วยให้ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ สามารถติดตามการประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันได้อย่างเข้าใจ แม้จะใช้ภาษาที่แตกต่างกัน สำหรับการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ปี พ.ศ. 2534 ได้จัดเตรียมระบบแปลพร้อมกัน (Simultaneous Interpretation) รองรับ 4 ภาษาหลัก ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาสเปน และภาษาอารบิค ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการประชุมระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีที่ผู้แทนบางประเทศประสงค์จะกล่าวถ้อยแถลงด้วยภาษาประจำชาติของตนเอง เช่น ภาษาจีน หรือ ภาษาเวียดนาม โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการแปลและถ่ายทอดเนื้อหาเข้าสู่ระบบภาษาหลักของการประชุม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมจากทุกประเทศสามารถรับรู้สาระสำคัญได้พร้อมกัน

เบื้องหลังการประชุมที่ผู้เข้าร่วมหลายพันคนสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างราบรื่น จึงไม่ได้อาศัยเพียงห้องประชุมหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบแปลภาษาที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างผู้แทนจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย

เกร็ดความรู้: ล่ามแปลแบบ Real Time

นอกจากการประชุมและการหารือด้านเศรษฐกิจการเงินแล้ว ประเทศไทยยังใช้โอกาสสำคัญนี้ในการแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่อบอุ่น รวมถึงนำเสนอเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมไทยแก่ผู้แทนจากทั่วโลก ผ่านงานเลี้ยงรับรองและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่จัดขึ้นตลอดสัปดาห์แห่งการประชุม

หนึ่งในกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม คือ งานเลี้ยงอาหารค่ำบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจัดขึ้นสำหรับผู้ว่าการและรองผู้ว่าการของกลุ่ม SEA Voting Group และ SEACEN ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2534 โดยคณะผู้แทนได้สัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนริมแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ของไทย ในบรรยากาศที่สวยงานและเป็นกันเอง


ในส่วนของคณะคู่สมรสผู้เข้าร่วมประชุม รัฐบาลไทยได้จัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันต้อนรับ (Welcoming Luncheon) ณ โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน ภายในงานมีการแสดงแฟชั่นโชว์ที่นำเสนอวิวัฒนาการการแต่งกายไทย ความงดงามของผ้าไทย ตลอดจนเครื่องประดับและอัญมณีที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศ สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการใช้ Soft power ของไทยตั้งแต่ครั้งอดีตที่ผ่านมา

 เกร็ดความรู้: ขยายความ “Soft Power”


ค่ำวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2534 รัฐบาลไทยยังได้จัดงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ ณ อาคารใหม่สวนอัมพร พระราชวังดุสิต เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้แทนประเทศสมาชิก ผู้บริหารระดับสูงของ IMF และธนาคารโลก ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วน และแขกทั่วไปจำนวนประมาณ 6,500 คน โดยในงานเลี้ยงรับรองนี้ ได้จัดให้มีวงดุริยางค์ กองการสังคีต กรมศิลปากร บรรเลงเพลงไทยและเพลงสากลซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนถึงมิตรไมตรีและการต้อนรับของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ

 เกร็ดความรู้: รู้จัก “สวนอัมพร” ไหมคะ ? 


ในโอกาสเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้เปิดพระตำหนักวังบางขุนพรหมเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองสำหรับคณะผู้แทนจากกลุ่ม SEA Voting Group และ SEACEN รวมถึงผู้บริหารจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยผู้เข้าร่วมงานได้รับโอกาสเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมอันงดงามและเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ



นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านการประชุมแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยยังใช้โอกาสนี้ในการต่อยอดการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์การเงิน โดยมีแนวคิดขยายบทบาทของพิพิธภัณฑ์เงินตรา ณ วังบางขุนพรหม ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ภายหลังการปรับปรุงและใช้เป็นสถานที่รับรองแขกต่างประเทศในช่วงการประชุม พระตำหนักวังบางขุนพรหมได้เปิดให้พนักงานและอดีตพนักงานเข้าชมเป็น
ครั้งแรกในช่วงปลายปี พ.ศ. 2534



การประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พ.ศ. 2534 ไม่เพียงเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมระดับโลก หากยังเป็นที่มาของของที่ระลึกหลากหลายรูปแบบที่จัดทำขึ้นเพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือ "แสตมป์ที่ระลึก" ซึ่งนอกจากจะเป็นสื่อสำหรับการส่งจดหมายแล้ว ยังทำหน้าที่เสมือนบันทึกขนาดย่อมที่ถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศ ผ่านภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทย ที่สามารถเดินทางเผยแพร่ไปสู่ผู้คนทั่วโลก


แสตมป์ที่ระลึกนี้ออกแบบโดย นายจรรยา บุญญาศักดิ์ และเปิดจำหน่ายวันแรกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นวันเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยทุกดวงมีตราสัญลักษณ์ของงานประชุมฯ ประกอบอยู่ในแบบ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ ความพิเศษของแสตมป์ชุดนี้อยู่ที่การนำเสนอเรื่องราวพัฒนาการของเงินตราไทยและเงินตราโบราณในภูมิภาค ควบคู่กับภาพโบราณสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจ การเงิน และมรดกทางวัฒนธรรมไทย

แสตมป์ทั้ง 4 ชนิดราคาได้รับการออกแบบให้มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ได้แก่ แสตมป์ราคา 2 บาท ที่นำเสนอภาพเหรียญตราพระมหามงกุฎและพระแสงจักรคู่กับภาพวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แสตมป์ราคา 4 บาท ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของเงินพดด้วงและวัดอรุณราชวราราม แสตมป์ราคา 8 บาท ที่นำเสนอเงินเจียงและเงินฮ้อยควบคู่กับวัดพระธาตุดอยสุเทพ และแสตมป์ราคา 10 บาท ที่รวบรวมภาพเงินโบราณในสมัยฟูนัน ทวารวดี และเงินนโม ร่วมกับภาพพระปฐมเจดีย์และพระบรมธาตุไชยา
การเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2534 ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและความภาคภูมิใจของประเทศเท่านั้น หากยังสร้างมรดกสำคัญที่ส่งผลต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

ตลอดระยะเวลาหลายปีของการเตรียมงาน บุคลากรจากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สั่งสมประสบการณ์อันมีค่าในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งนับเป็นองค์ความรู้สำคัญที่สามารถถ่ายทอดและต่อยอดสู่การดำเนินงานในอนาคต

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานที่ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติของประเทศไทย และยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการประชุมของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยกำลังจะกลับมารับบทบาทเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings อีกครั้ง นับเป็นการเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดังกล่าว

การหวนกลับสู่เวทีสำคัญครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมการสำหรับการประชุมในอนาคต หากยังเป็นโอกาสในการรำลึกถึงบทเรียน ความสำเร็จ และมรดกที่ส่งต่อมาจากการเป็นเจ้าภาพในปี พ.ศ. 2534 พร้อมนำประสบการณ์จากอดีตมาสร้างความพร้อมสำหรับก้าวต่อไปของประเทศไทยบนเวทีการเงินโลก องค์ความรู้ ประสบการณ์ และความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทย ที่ยังคงส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และยังคงมีคุณค่ามาจนถึงทุกวันนี้

 เกร็ดความรู้: ปัจจุบันศูนย์ประชุมเเห่งชาติสิริกิติ์มีความสำคัญอย่างไร

----------------------------------------------


       

ลงทะเบียนรับข่าวสาร
ใส่อีเมลของคุณเพื่อรับข่าวสาร
ธปท. จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลข้างต้นของท่าน เพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวสารของศูนย์การเรียนรู้ ธปท. อนึ่ง ท่านมีสิทธิในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ ธปท. ข้าพเจ้าให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวของข้าพเจ้าตามวัตถุประสงค์ที่ได้ระบุไว้