กิจกรรม

บันทึก BOOKTALK: 72 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

วันที่จัดงาน
26 ม.ค. 2019
สถานที่จัดงาน
ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย

บันทึก BOOKTALK: 72 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

สรุปเนื้อหากิจกรรม BOOKTALK บรรยายโดย ผศ.ดร. พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม
26 มกราคม 2562  ณ ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย

 

          ในวาระครบรอบการดำเนินงาน 1 ปี ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย  ในฐานะแหล่งเรียนรู้บทบาทหน้าที่ ธปท. ได้จัดกิจกรรม Book Talk หนังสือ "72 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย" เพื่อบอกเล่าภารกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) โดย ผศ. ดร. พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ่ายทอดเรื่องราวของแบงก์ชาติผ่านการทำงานของผู้ว่าการแต่ละยุคสมัย ที่สะท้อน "ภารกิจ...ตัวตน...คน ธปท."

          วันนี้ผมมาเล่าเกี่ยวกับงานที่เคยทำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของแบงก์ชาติ บอกเล่าว่าแบงก์ชาติ มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง ก่อนออกจากบ้านวันนี้ได้สำรวจคนทำงานที่บ้านว่ารู้จักแบงก์ชาติไหม ถามเขาว่า ทำไมเราไม่ไปฝากเงินที่แบงก์ชาติ เขาบอกแบงก์ชาติไม่มีสาขาแถวบ้าน แสดงว่าคนระดับล่างไม่รู้ว่าแบงก์ชาติทำอะไร แสดงให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันหลักของประเทศ

          จึงมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังในวันเสาร์ ด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ผมไม่ใช่นักเขียน ผมเป็นนักวิชาการ เริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมในงานสัมมนาประจำปีแบงก์ชาติ ครบรอบ 70 ปี ผมรับหน้าที่เป็นผู้วิจารณ์งานวิจัยเกี่ยวกับประวัติธนาคารกลางของโลก ซึ่งนำเสนอโดยเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติ ผมอ่าน paper แล้วรู้สึกดีมาก และมีประเด็นในใจว่าทำไมไม่เล่าประวัติของแบงก์ชาติบ้าง และมีโอกาสได้พบ คุณจิระเทพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ท่านได้สอบถามว่าสนใจทำหนังสือประวัติแบงก์ชาติไหม ผมตอบว่าสนใจ ไม่ได้ตอบรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมตอบรับในฐานะที่อยากจะรู้ประวัติแบงก์ชาติ รู้อย่างเดียวว่าเกิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยฯ เป็นผู้ว่าการท่านแรก รู้จัก ดร.ป๋วย ว่าเก่ง ดี วางรากฐานแบงก์ชาติ

          จุดเริ่มต้นของการทำหนังสือเล่มนี้ มีนิสิต เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มาช่วยทำงานวิจัย 2 คน รวมผมเป็น 3 คน ค้นคว้าที่ห้องสมุดแบงก์ชาติ ทำให้พบว่ามีหนังสือครบรอบแบงก์ชาติทุก 10 ปี 10/20/30/40 จนถึง 60 ปี ตอนเริ่มทำหนังสืออยู่ในช่วง 70 ปี

          เริ่มต้นการทำหนังสือแบบนักวิชาการ หาข้อมูลจากหนังสือครบรอบแบงก์ชาติ และเอาหลักวิชาการเข้ามาจับ วางโครงสร้างนโยบายการเงิน การรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน พอครบ 3 เดือน นำเสนอท่านผู้ว่าการขณะนั้น คือ คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ท่านพูดว่า "หนังสือเล่มนี้อยากให้เป็นหนังสือที่คนทั่วไปสามารถอ่านได้ เข้าถึงได้"  ท่านแนะนำตัวอย่างหนังสือต่างประเทศที่มีเนื้อหาอ่านง่าย เขียนดีมาก ทำให้ผมกลับลำคิดว่าจะเล่าอย่างไรที่จะตอบโจทย์ ตอนแรกสนใจแต่การแก้ปัญหา เลยกลับมาคิดว่าเล่าจากคน คือ ผู้ว่าการแต่ละท่าน จากท่านแรกเป็นใคร เล่าประวัติย่อ เจอโจทย์อะไรที่ยาก เหตุการณ์ปิดถนนในกรุงเทพฯ ทำให้เข้าทำงานที่แบงก์ชาติไม่ได้ จึงต้องไปทำงานที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ค้นพบว่า ที่มาของแบงก์ชาติก่อนเป็นแบงก์ชาติน่าสนใจ ใช้เวลาเกือบ 3 เดือน จนพบว่ามี คุณนวรัตน์ เลขะกุล คุณนวพร เรืองสกุล เล่าความเป็นมาของแบงก์ชาติ ย้อนไปถึงก่อนสงครามโลกมีแนวคิดตั้งมาก่อน และในหอจดหมายเหตุแห่งชาติยังมีเอกสารอีกมากมายที่น่าสนใจ เช่น จดหมายที่เจ้านายเขียนถึง ร.5 นำเสนอความเห็นการตั้งธนาคารกลาง

          นหนังสือเล่มนี้ เล่าเรื่องแบ่งเป็นส่วนต่างๆ 
          1. กว่าจะมาเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย 
          2. ปฐมบท ธนาคารชาติ
          3. รากฐานแห่งความมั่นคงและการพัฒนา
          4. ยืนหยัดท่ามกลางความแปรปรวน
          5. ฝ่าคลื่นลมมรสุมเศรษฐกิจ 
          6. ธปท. ยุคใหม่ : รอยต่อแห่งการเปลี่ยนแปลง 
          7. บทสรุป เหลียวหลัง แลหน้า

          ในแต่ละส่วนเล่ามิติการบริหารงานของแบงก์ชาติในแง่ศาสตร์และศิลป์ของผู้ว่าการแต่ละท่าน ศาสตร์ใช้ในการแก้ปัญหา ศิลปะทำให้ศาสตร์ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิผล มองไปข้างหน้าว่าองค์กรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ควรจะมีลักษณะอย่างไรในอนาคต

          1. กว่าจะมาเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485  ทราบไหมว่าก่อนมีแบงก์ชาติ ก่อน 2485 เคยมีสำนักงานธนาคารชาติ ทำไมตั้งชื่อธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ ย้อนไปสมัย ร. 5 มีการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปการปกครองและเศรษฐกิจมากมาย เมื่อการค้าระหว่างประเทศมีความเจริญงอกงาม สิ่งหนึ่งที่จำเป็นและสำคัญคือเงิน ย้อนไปสมัย ร.4 เกิดปัญหาผลิตเงินไม่ทัน พกพาลำบาก จึงพิมพ์เงินกระดาษแต่ไม่สำเร็จ หัวใจของเงินคือความไว้วางใจ ในยุคนั้นคนไทยไม่คุ้นเคย ไม่อยากใช้ จึงไม่ประสบความสำเร็จ

          สมัย ร.5 กรมหมื่นมหิสรราชหฤทัย บิดาแห่งการธนาคารไทย บิดาธนบัตรไทย พระบิดาของพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ท่านเป็นเสนาบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ ท่านได้ตามเสด็จ ร.5 ไปต่างประเทศ มีโอกาสไปดูธนาคารกลางต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่ พิมพ์และจัดการธนบัตร ท่านทำหนังสือถึง ร.5 เพื่อหารือการจัดตั้งธนาคารกลาง สมัยนั้นมีประเด็นการเมืองระหว่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ มีธนาคารพาณิชย์สัญชาติอังกฤษ 3 แห่ง ทำหน้าที่พิมพ์แบงก์โน๊ตอยู่ ขออนุญาตพิมพ์แบงก์โน้ต เป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่สามารถขึ้นเงินกับธนาคารได้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินที่เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน เป็นที่มาที่คนไทยเรียกว่าแบงก์ สะท้อนว่ายุคนั้นมีธนบัตร มีแบงก์แล้ว แต่ยังไม่มีแบงก์ชาติ

          ต่างชาติพยายามหาผลประโยชน์ทางการเงินของประเทศไทยด้วยการทำข้อเสนอขึ้นมา ขอตั้งธนาคารแห่งสยาม ทำหน้าที่ดูแลการออกธนบัตร การจัดการการเงินให้รัฐบาล ขอมีอำนาจ 100 ปี โดยเสนอไปที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ) ไม่ยอม เห็นว่าเป็นการผูกขาด ผ่านมาหลายยุค และมีการเสนอต่อเนื่องเรื่อยมา แม้จะลดระยะเวลา เช่น ขอเป็น 50 ปี ไทยก็ไม่ยอม

          กรมหมื่นฯ ทราบสภาวะแวดล้อมด้านการเมืองระหว่างประเทศ จึงมีแนวคิดตั้งธนาคารพาณิชย์ก่อน ส่วนการออกธนบัตรให้รัฐบาลไทยดูแล ใช้แนวคิดจากกรณีของประเทศอินเดีย ออกธนบัตรโดยรัฐบาลอินเดีย ไม่ได้ออกโดยธนาคารกลาง และเสริมด้วยการสร้างความเชื่อมั่น กรมหมื่นฯ มีแนวคิดว่าหากการตั้งธนาคารพาณิชย์ไม่สำเร็จ จะเป็นข้ออ้างให้อังกฤษ ฝรั่งเศส เข้ามาดูแล จึงตั้งชื่อว่า "บุคคลัภย์" ต่อมาข่าวแพร่กระจาย ทำให้อังกฤษ ฝรั่งเศส เริ่มมีปฏิกิริยา ใช้เป็นข้ออ้างว่ากรมหมื่นฯ เสนาบดีพระคลังช่วยธนาคารพาณิชย์ไทย ไม่ยุติธรรม  กรมหมื่นฯ จึงลาออกและเขียนจดหมายถึง ร.5 ว่า ในชีวิตรับใช้ ร.5 มีความตั้งใจ 3 เรื่อง 1. มีธนาคารของเราเอง  2. การออกธนบัตร 3. ที่ยังไม่สำเร็จคือการจัดตั้งธนาคารกลาง หวังด้วยเกล้าว่าถึงจุดหนึ่งจะเปลี่ยนธนาคารพาณิชย์เป็นธนาคารชาติ ("บุคคลัภย์" คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน)

          แนวคิดจัดตั้งธนาคารชาติยังคงมี กระทรวงการคลังได้ขอความเห็นจากที่ปรึกษาชาวต่างชาติของกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่เห็นด้วย โดยให้ความเห็นว่า ไม่ควรตั้ง คนไทยไม่พร้อม ไม่จำเป็นต้องมี

          จนถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เกิดคณะราษฎร หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้มีบทบาทมากในการจัดตั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรจัดตั้งเพื่อดูแลการเงินให้ภาครัฐ ให้เป็นหน่วยงานเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

          จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เชิญหลวงประดิษฐ์ฯ เป็น รมว.คลัง ท่านรื้อฟื้นแนวความคิดที่จะจัดตั้งธนาคารชาติ ในยุคนั้นมีปัญหา 2 เรื่อง คือ 1. ที่ปรึกษาการคลังต่างชาติไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งธนาคารชาติด้วยเหตุผลว่าไทยไม่มีระบบการเงิน ทำไมต้องมีแบงก์ชาติ หลวงประดิษฐ์ฯ เห็นว่าที่ปรึกษาคือที่ปรึกษาเท่านั้น จึงแต่งตั้ง หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังฝ่ายไทย เพื่อคานอำนาจกับต่างชาติ 2. กังวลว่าธนาคารพาณิชย์สัญชาติอังกฤษที่ทรงอิทธิพลในขณะนั้นจะไม่เห็นด้วย คือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ หลวงประดิษฐ์ฯ จึงหารือกับที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ ให้ช่วยคุยกับนายธนาคาร และนายธนาคารให้ความเห็นว่าเคยมีการจัดตั้งลักษณะนี้แล้ว จึงเริ่มร่างกฎหมาย โดยใช้เหตุผลว่ารัฐบาลไทยต้องการเงินกู้จากต่างประเทศ จึงตั้งธนาคารชาติเพื่อดูแลเงินกู้ของรัฐบาลและฝึกคนที่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคาร  ใช้ชื่อว่า สำนักงานธนาคารชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2483  จนกระทั่งเกิดสงครามโลก พ.ศ. 2484 ไทยเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นยื่นข้อเสนอไทย 3 ข้อ 1. ขอให้ปรับอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 1 บาท/1 เยน ลดค่าเงินลง 30% เพื่อญี่ปุ่นจะได้ซื้อสินค้าราคาถูกลง 2. ทำการค้ากับญี่ปุ่นเท่านั้น และขอชำระด้วยเงินเยน 3. ขอจัดตั้งธนาคารกลางโดยมีผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่เป็นชาวญี่ปุ่น  ฝ่ายไทยยอมรับข้อ 3. ไม่ได้ เป็นการเสียอธิปไตยทางการเงิน พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นผู้รู้ด้านเศรษฐกิจการเงินมากที่สุดในยุคนั้น ทรงร่างกฎหมาย โดยอ้างกับญี่ปุ่นว่าไทยกำลังจะตั้งแบงก์ชาติ ทรงศึกษาตำราต่างประเทศ ใช้เวลาราว 2 เดือนนับแต่วันเสนอ ก.คลังเห็นชอบ แยกเป็น 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ. ธปท. กับกฤษฎีกา ธปท. ผ่านสภา

          เม.ย. 2485 ท่านไปญี่ปุ่นเพื่อเจรจาประชุมประมาณ 29 ครั้ง เป็นการประชุมลับไม่มีการบันทึกข้อมูล เงื่อนไขที่สำคัญคือ ผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่ต้องเป็น คนไทยเท่านั้น พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยมีศิลปะในการเจรจาอย่างมาก จนญี่ปุ่นยอมรับให้ไทยตั้งธนาคารชาติ เปิดดำเนินการเมื่อ 10 ธ.ค. 2485

          2. ปฐมบทธนาคารชาติ ปี 2485-2498 ยุคผู้ว่าการ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย นายเสริม วินิจฉัยกุล นายเล้ง ศรีสมวงศ์ และหม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์  หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นยุคที่บริหารงานยากมาก ผู้ว่าการพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย มีบารมี มีความสุจริต เสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา กล้าแสดงความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล  เมี่อจัดตั้งแบงก์ชาติปัญหาตั้งแต่วันแรกคือ 1. เชิงการเมือง จะออกธนบัตรให้ญี่ปุ่นใช้อย่างไร เชิงเศรษฐกิจธนบัตรไม่สมดุลเกิดปัญหาเงินเฟ้อ ในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อเพียงปัญหาเดียว เป็นยุคที่ทำให้คนไทยรู้จักเงินเฟ้อครั้งแรก 2. จะพิมพ์ธนบัตรอย่างไร เป็นสาเหตุให้ต้องเปิดโรงพิมพ์ และต้องมีวิธีบริหาร ยุคนี้ต่อเนื่องหลังสงครามที่ประเทศต้องเข้าสู่การฟื้นฟู

          ในช่วงระยะเวลา 4 ปีของสงคราม เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 7 เท่า ความยากในยุคแรกคือ ต้อง supply เงินให้ทหารญี่ปุ่น ขณะที่ไทยไม่มีโรงพิมพ์ธนบัตร เดิมพิมพ์ที่ บริษัท โทมัส เดอ ลา รู ประเทศอังกฤษ ซึ่งระหว่างสงครามไม่สามารถส่งธนบัตรมาไทยได้ เมื่อความต้องการสูงจึงสั่งพิมพ์จากประเทศญี่ปุ่นและพิมพ์ในประเทศ โดยใช้โรงพิมพ์ของทหารพิมพ์ธนบัตรฉบับละ 1000 บาท  ปัญหาในแง่เศรษฐศาสตร์คือต้องมีมาตรการดูดเงินเพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อ แนวคิดร่วมกันระหว่าง ธปท. กับ คลังขณะนั้นคือ เปิดบ่อน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาจริยธรรม ตามด้วยมีคนฆ่าตัวตายเพราะเสียพนัน

          เมื่อสิ้นสุดสงคราม มีปัญหาการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อฟื้นฟูประเทศ ที่รัฐกำหนดรายจ่ายแล้วจึงหารายได้ ทำให้เกิดการขาดดุล มีการเบิกเกินบัญชีกับแบงก์ชาติ ในแง่เศรษฐศาสตร์ รัฐจะใช้จ่ายต้องออกพันธบัตรขายแก่ประชาชน แต่ปรากฏรัฐขายให้แบงก์ชาติ  ผลคือเงินเฟ้อ แบงก์ชาติไม่อยากทำ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ สิ่งที่ทำคือหาวิธีออกพันธบัตรขายประชาชนผ่านสถาบันการเงิน และแบงก์ชาติรับในส่วนที่เหลือ ยุคนี้ แบงก์ชาติดำเนินนโยบายการเงินผ่านพันธบัตร

          กำเนิดจิตวิญญาณ ธปท. ในยุคนี้มีความเห็นแย้งระหว่างแบงก์ชาติกับรัฐบาล แบงก์ชาติเห็นว่าควรนำเงิน/ทองคำออกมาขายให้แก่ประชาชน เป็นหนึ่งในมาตรการแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยการดูดเงินกลับ รัฐบาลบอกว่าไม่อยากให้ตัดทอง ให้ขายราคาต่ำกว่าตลาด แบงก์ชาติไม่เห็นด้วย เห็นว่าการขายต้องประมูลราคาเพื่อราคาดีที่สุด แบงก์ชาติโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย และคณะกรรมการ ธปท. เขียนจดหมายแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน ว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ธปท. ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศ สุดท้าย รัฐบาลเปลี่ยนตัวคณะกรรมการ ธปท. และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ตัดสินใจลาออก ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมระดับหนึ่ง เพราะท่านเป็นบุคคลที่มีความรู้ของประเทศ การลาออกจึงเกิดความช็อค รัฐบาลแต่งตั้ง ผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็น ผู้ว่าการ นายเสริม วินิจฉัยกุล เป็นคนเก่งมาก เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ จบกฎหมาย ปริญญาเอกจากฝรั่งเศส  ยุคผู้ว่าการเสริมเป็นโจทย์ใหญ่หลังสงคราม คือ 1. ทุนสำรองลดลงเมื่อเทียบกับปริมาณธนบัตรที่ออกใช้ 2. การต้องพิจารณากำหนดอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่เหมาะสม ยุคนี้ต่อเนื่อง ผู้ว่าการ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องการแก้เงินเฟ้อทันทีด้วยการเพิ่มค่าเงินบาท สั่งแบงก์ชาติให้ทำ ผู้ว่าการ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ เห็นว่าให้กลไกตลาดค่อย ๆ ทำงาน ค่อยเป็นค่อยไป จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่เห็นด้วย หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ไม่สนองนโยบายเพราะเห็นว่าการเพิ่มค่าเงินบาทไม่แก้ปัญหา จึงขอลาออก เป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติแสดงสปิริต เพราะเห็นว่าการทำเช่นนี้เป็นผลลบต่อประเทศชาติ

          3. รากฐานแห่งความมั่นคงและการพัฒนา ผู้ว่าการ นายเกษม ศรีพยัคฆ์ 2498 เข้าสู่ศักราชใหม่ ทุนสำรองของประเทศอยู่ในระดับที่ดี เป็นยุคที่เกิด "ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา" ทำหน้าที่ดูแลค่าเงินบาท ยุคนี้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ แต่เกิดเหตุพนักงานแบงก์ชาติ ร่วมมือกับคนภายนอกทุจริต ส่งผลให้แบงก์ชาติเสื่อมเสียชื่อเสียง ท่านเขียนจดหมายลาออก กับจอมพล ป.พิบูลสงคราม รับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร ที่ไม่สามารถดูแลให้ลูกน้องซื่อสัตย์ สุจริต ซึ่งคือหัวใจขององค์กร

          ยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน และเป็นยุคตื่นตัวของการพัฒนาเศรษฐกิจ ไทยวางระเบีบบวินัยการใช้จ่ายเงิน เกิด พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 เกิดหน่วยงานใหม่ ได้แก่ สำนักงบประมาณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บทเรียนในยุคนี้ คือ การไม่ประสานนโยบาย นโยบายการเงินดูนโยบาย การคลังใช้จ่ายมาก ไม่ประสานกัน เกิดปัญหาโดยตลอด

          ผู้ว่าการ นายโชติ คุณะเกษม มาจากเอกชน ทันสมัย เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติและเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเวลาเดียวกันคนแรก คนเดียวของประเทศ

          ผู้ว่าการ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ว่าการ 12 ปี เป็นยุคที่แบงก์ชาติรุ่งเรืองที่สุด มีการวางรากฐานอย่างจริงจัง เกิด พ.ร.บ. เงินตรา พ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ 2505 ทำให้ธนาคารพาณิชย์เป็นปึกแผ่นสอดคล้องกับความต้องการของภาครัฐคือการพัฒนาประเทศ ดร. ป๋วยเป็นที่เคารพนับถือของนายธนาคารไทย ได้รับเชิญเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์จากสมาคมธนาคารไทย ท่านใช้เทคนิคการชักจูงใจด้วยคำพูดเป็นบทกลอนเตือนใจ ไม่ใช้เพียงกฎในการทำงาน ทุกครั้งที่ ดร.ป๋วยกล่าวสุนทรพจน์จะได้รับการตีพิมพ์ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง เพราะรัฐบาลทหารผูกกับนายธนาคาร  ดร. ป๋วย หาวิธีให้ประชาชนมั่นใจระบบการธนาคาร ให้ระบบการธนาคารเกื้อหนุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในยุคนั้น ไทยพึ่งพิงสินค้าออก 4 ชนิด คือ ข้าว ดีบุก ไม้สัก ยาง แบงก์ชาติใช้วิธีให้ดอกเบี้ยเงินกู่ต่ำผ่านธนาคารพาณิชย์ ส่งเสริม เพื่อให้เกิดการผลิตในภาคการเกษตร ส่งผลให้โครงสร้างเกษตรแข็งแรง มั่นคง นอกจากนั้น ดร. ป๋วยยังให้ความสำคัญกับการสร้างคน  ด้วยการให้ทุนการศึกษาส่งคนไปเรียนทุกทวีปของโลกเพื่อให้ได้ความรู้ สร้าง network กับอาจารย์เก่ง ๆ เพื่อนำความรู้กลับมาไม่เพียงดูแลแบงก์ชาติแต่ดูแลประเทศไทยด้วย

          4. ยืนหยัดท่ามกลางความแปรปรวน ผู้ว่าการ นายพิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์ เริ่มต้นชีวิตการทำงานที่แบงก์ชาติ ตั้งแต่จบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ วันแรกทำงานเกี่ยวกับการตั้งแบงก์ชาติ ถือเป็นผู้ว่าการ ที่เป็นลูกหม้อคนแรก วันแรกที่ทำหน้าที่ผู้ว่าการต้องเผชิญปัญหาหนัก เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดปัญหาล่มสลายของระบบการเงินโลก อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ผูกกับทองคำปั่นป่วน ทำให้ต้องลดค่าเงินบาทเพื่อให้เป็นไปตามดอลลาร์ จากเดิมผูกกับทองคำ เป็นปัญหาด้านการต้องหาวิธีสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ

          ผู้ว่าการ นายเสนาะ อูนากูล มีบทบาทในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับแรก มีความคุ้นเคยกับ ดร. ป๋วย  เมื่อครั้งศึกษาและฝึกงานที่ประเทศออสเตรเลียได้เคยเขียนจดหมายถึง ดร. ป๋วย  ซึ่ง ดร.ป๋วยตอบทุกครั้ง ขอทำงานกับ ดร. ป๋วย ที่กรมบัญชีกลาง ในช่วงการจัดทำงบประมาณ ผู้ว่าการเสนาะ มีบทบาทสานต่อเรื่องการพัฒนาระบบการเงิน โดยเฉพาะการตั้งสาขาธนาคารพาณิชย์ในต่างจังหวัด และการปล่อยสินเชื่อภาคเกษตร ช่วงปลายยุค ก.คลังมอบหมายให้แบงก์ชาติดูแลบริษัทเงินทุนเพิ่มขึ้นจากที่ดูแลเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ผู้ว่าการเสนาะเสนอร่าง พ.ร.บ. ดูแลกิจการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 2522  ในช่วงเกิดเหตุการณ์ผู้บริหารบริษัทราชาเงินทุนทุจริต ทำให้ประชาชนขาดทุนจากการซื้อขายหุ้น เกิดสถานการณ์คนฆ่าตัวตาย ผู้ว่าการเสนาะเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงลาออกจากการเป็นผู้ว่าการ

          ผู้ว่าการ นายนุกูล ประจวบเหมาะ ปี พ.ศ. 2526 ภายในประเทศเกิดปัญหาบริษัทเงินทุนทั้งระบบ รวมถึงธนาคารพาณิชย์บางแห่งไม่มีกลไกแก้วิกฤตสถาบันการเงินเพราะเพิ่งเริ่มใช้กฎหมาย ปัญหาภายนอกประเทศ เกิด oil shock (วิกฤติการณ์น้ำมัน) ผู้ว่าการนุกูลเลือกดูแลแมคโค และใช้วิธีการแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจของข้าราชการการเมืองในกระทรวงการคลัง ทำให้ท่านถูกปลดจากตำแหน่ง

          5. ฝ่าคลื่นลมมรสุมเศรษฐกิจ ผู้ว่าการ นายชวลิต ธนะชานันท์ เริ่มเกิดกลไกการแก้ปัญหาสถาบันการเงิน มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ ปลายยุคนี้เกิดเหตุการณ์ที่ดูแลไม่ได้ เยนแข็งค่าจากการที่ญี่ปุ่นมีปัญหากับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นต้องการลงทุนต่างประเทศและไทยเป็นจุดที่ญี่ปุ่นสนใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่ไทยตั้ง Eastern Seaboard ทำให้เศรษฐกิจไทยบูมมาก ภายใต้สภาวะโลก ไทยจำเป็นต้องเปิดเสรีบริการและการเงิน เข้าสู่กลไกตลาดมากขึ้น ก่อให้เกิดวิกฤต 1. ฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ปี 1993-1994  ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ล้มละลาย 2. บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ฐานะสั่นคลอน ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจถอนเงิน ส่งผลต่อเนื่องกับภาคธนาคารพาณิชย์ที่กู้เงินต่างประเทศ เกิดวิกฤตสถาบันการเงิน 3. เงินบาทอ่อนค่ารุนแรง ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติศรัทธาของประชาชนต่อแบงก์ชาติ เกิดคำถามว่าทำไมแบงก์ชาติทำให้เศรษฐกิจไทยวิกฤต

          6.ธปท. ยุคใหม่ : รอยต่อแห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้ว่าการ ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล เป็นยุคของการซ่อมสร้าง (reengineer) ในยุคนี้มีการปรับปรุงโครงสร้าง ธปท ครั้งใหญ่ที่สุด  เพื่อดึงศรัทธาประชาชนต่อแบงก์ชาติกลับมา และมีนโยบายสำคัญ คือ inflation targeting มีเป้าหมายเป็นกลไกในการแสดงความรับผิดชอบ โปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูล

          ผู้ว่าการ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล จัดระเบียบสถาบันการเงินใหม่ ผลงานเด่นคือแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

          ผู้ว่าการ นางธาริษา วัฒนเกส เป็นยุคที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐประหาร เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ บทเรียนของแบงก์ชาติในยุคนี้คือช่องว่างด้านการสื่อสารกับประชาชน motto ในยุคนี้ คือ "ยืนตรง มองไกล ติดดิน"

          ผู้ว่าการ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล พบว่าปัญหาของแบงก์ชาติคือขาดการประสานงาน ยุคนี้จึงเพิ่ม motto "ยื่นมือ" กระบวนการบริหารงานยุคนี้ คือ ผู้ว่าฯ ต้องมีหลักการ เป็นกลาง ซื่อสัตย์ สุจริต มีชื่อเสียง มีบารมี รัฐบาลเกรงใจ ทำหน้าที่ยื่นมือประสานนโยบาย "สร้างสมดุลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ" การหาจุด balance คือศิลปะ

          7. บทสรุป : เหลียวหลัง แลหน้า 

          ตลอด 70 กว่าปีของ ธปท. นับจากวันแรกที่ฝรั่งบอกว่าเรายังไม่มีระบบการเงินจะมีแบงก์ชาติได้อย่างไร แต่คนไทยบอกแบงก์ชาติต้องเป็นแม่ ถ้าไม่มีแม่ ลูกจะเกิดมาไม่ได้ บทบาทของแบงก์ชาติที่ทำควบคู่มาตลอดคือ 1. รักษาเสถี
ยรภาพทางเศรษฐกิจ 2. พัฒนาระบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง จิตวิญญาณของ ธปท. คือ การพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพ 
 

ลงทะเบียนรับข่าวสาร
ใส่อีเมลของคุณเพื่อรับข่าวสาร
ธปท. จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลข้างต้นของท่าน เพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวสารของศูนย์การเรียนรู้ ธปท. อนึ่ง ท่านมีสิทธิในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ ธปท. ข้าพเจ้าให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวของข้าพเจ้าตามวัตถุประสงค์ที่ได้ระบุไว้