บันทึก BOOKTALK: ป๋วยกับสังคมไทยในวิกฤตเปลี่ยนผ่าน
บันทึก BOOKTALK: ป๋วยกับสังคมไทยในวิกฤตเปลี่ยนผ่าน
สรุปเนื้อหากิจกรรม BOOK TALK บรรยายโดย ปกป้อง จันวิทย์ และ ธร ปีติดล
9 มีนาคม 2562 ณ ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย
(อาจารย์ปกป้อง) สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน สวัสดี อ.ธร ขอขอบคุณแบงก์ชาติ ขอบคุณศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กรุณาชวนมาคุยเกี่ยวกับ อ.ป๋วย ผมทำหนังสือ ทำสารคดี อ่าน ถาม เขียน เรื่อง อ.ป๋วยมาระยะหนึ่ง ได้พูดคุยกับกศิษย์ คนที่รักและเคารพท่านมาหลายต่อหลายคน
ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ อ. อัมมาร สยามวาลา อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านเคยสอนอยู่ที่ Yale University โดยอาจารย์ป๋วยเชิญท่านกลับมาสอนที่คณะ อ. อัมมารเล่าว่า อ. ป๋วยเป็นตัวปัญหาของสังคมไทย ใช้คำว่าเป็น trouble maker ของสังคมไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ อ. ป๋วย ในสังคมที่เต็มไปด้วยการทุจริต คอรัปชั่น ความฉ้อฉล คนตรงไปตรงมาอย่าง อ. ป๋วย ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตัวเป็นตัวปัญหา อ. อัมมาร มีคำหนึ่งที่ใช้เรียก อ. ป๋วยที่ผมชอบมาก และเมื่อครั้งที่ทำสารคดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ เราอยากมาใช้ตั้งชื่อสารคดี แต่สุดท้ายไม่ได้ใช้ คำนั้นก็คือคำว่า "คนตรงในประเทศคด" เป็นคำที่ผมคิดว่าสะท้อนชีวิตของ อ. ป๋วย และสะท้อนชีวิตแวดล้อม อ. ป๋วย "คนตรงในประเทศคด" ผมอยากเอาคำนี้เป็นคำตั้งต้นในการคุยในวันนี้
วันนี้ผมกับ อ. ธร จะมาชวนรำลึก อ. ป๋วย วันที่ 9 มีนาคม วันเกิดของท่าน ก่อนที่จะคุยในรายละเอียด จะเล่าที่มาที่ไปของหนังสือเล่มที่วางอยู่ ที่วันนี้ชวนมาคุยกัน ผมเป็นบรรณาธิการร่วมกับ อ. ประจักษ์ ก้องกีรติ เป็น project ที่ทางมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของ อ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และลูกศิษย์คนสำคัญเป็นคนริเริ่ม หนังสือเล่มนี้คือ "ป๋วยกับสังคมไทยในวิกฤตเปลี่ยนผ่าน" เป็นหนังสือที่ออกมาในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ศ.ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่มีการรำลึกใหญ่
ลูกศิษย์และคนที่เคารพนับถือเชื่อมั่นในแนวทาง อ. ป๋วย คุยกันว่าจะทำอะไรให้ท่าน วันนี้ที่นั่งอยู่มีหลายท่านที่มีบทบาทสำคัญทำให้ อ.ป๋วย กลับมามีชีวิตในสังคมไทย ผู้ช่วยอธิการบดีบุญสม อัครธรรมกุล จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พี่ประวิทย์ เยี่ยมแสนสุข จากชมรมธุรกิจเพื่อสังคม คุณกษิดิศ อนันทนาธร อดีตผู้จัดการโครงการ 100 ปีชาตกาล ศ.ดร. ป๋วย อึ๊งภาภรณ์ ทั้ง 3 คนมีบทบาทสำคัญมาก ทำให้ อ. ป๋วยกลับมามีชีวิตโลดแล่นในสังคมไทย ทำให้คนไทยได้เรียนรู้ความคิดชีวิตท่าน
อ. ป๋วยเป็นทั้งนักเรียนอัสสัมชัญ นักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ LSE (London School of Economics and Political Science) นายเข้ม เย็นยิ่ง ของขบวนการเสรีไทย อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยาวนาน 12 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อดีตกรรมการบริหารสภาพัฒน์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกคนเคารพนับถือเชื่อมั่นในแนวทางของ อ. ป๋วย และบางคนก็วางท่านสูงส่งเหมือนเทวดา
ผมมีโอกาสได้คุยกับ อ. จอน อึ๊งภากรณ์ ในหลายวาระ อ. จอน พูดไว้ได้โดนใจ เพราะจริง ๆ ก็คิดแบบเดียวกัน อ. จอน บอกว่า ผมคิดว่าคุณพ่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และมีความชอบธรรมที่คุณพ่อจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ผมพูดหลายเวทีผมไม่ชอบเรื่องการสร้างอนุสาวรีย์ของคุณพ่อ อนุสาวรีย์คือการรำลึกถึงคนตายแบบตายไปแล้ว ผมอยากให้อ่านหนังสือคุณพ่อ และวิพากษ์วิจารณ์คุณพ่อ บอกว่าไม่เห็นด้วยกับความคิด และการงานของคุณพ่อตรงไหน นั่นถึงทำให้คุณพ่อมีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืน และทำให้คุณพ่อถูกมองเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่น่าสนใจ มีผลงานที่อาจจะทำดีบ้าง เลวบ้าง นี่คือความจริงของมนุษย์ ผมว่านี่คือสปิริตของการรำลึกถึง อ. ป๋วย
ตอนนั้นที่เราจัดงาน 100 ปี ในฝ่ายที่ผมได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็พยายามจะรำลึกถึงป๋วยไม่ใช่ด้วยการสร้างรูปเคารพ หรือเชิดชูคุณงามความดีอย่างเดียว ได้พยายามจะชวนสังคมไทยกลับมาอ่านป๋วยใหม่ แต่ผมคิดว่าคนที่มีส่วนในการทำงาน 100 ปีเชื่อคล้าย ๆ กัน คุณกษิดิศ อนันทนาธร เป็นบรรณาธิการหนังสือเกี่ยวกับ อ. ป๋วย เป็นสิบ ๆ เล่ม เอางานท่านกลับมาให้ชีวิตใหม่ พิมพ์ใหม่ ค้นงานใหม่ที่ยังไม่เคยมีการรวบรวมมาก่อน ผมคิดว่าการกลับมาอ่านป๋วยใหม่เป็นเรื่องสำคัญ อ่านแล้วเพื่อศึกษาความคิดและผลงาน ไม่ได้กราบไหว้เหมือนรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ แต่ไม่รู้ว่าท่านคิดอะไรเชื่อในอุดมการณ์แบบไหน
การศึกษามรดกทางความคิดของ อ. ป๋วย ไม่ได้ศึกษาไปเพื่อให้เชื่อแบบเชื่อง ๆ แต่ว่าสปิริตแบบป๋วย คือวิถีแบบป๋วย คือการศึกษา การอ่านงานป๋วย เพื่อคิดวิเคราะห์ คิดต่อยอด คิดวิพากษ์วิจารณ์ และคิดไปให้ไกลขึ้นกว่าท่านด้วย ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย สังคมโลกร่วมสมัย เพราะว่าความเป็นจริงสังคมไทย และโลกก็เปลี่ยนไปจากยุคสมัยของ อ. ป๋วย นี่คือที่มาของหนังสือเล่มนี้
เราตั้งโจทย์ว่ากลับมาศึกษามรดกทางความคิดของ อ. ป๋วย ท่านทิ้งมรดกทางความคิดเรื่องสำคัญ ๆ ให้กับสังคมไทยหลายเรื่อง เช่น การเมือง ประชาธิปไตย นิติรัฐ นิติธรรม การศึกษา การพัฒนา การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ วัฒนธรรม สิทธิมนุษยชน เราอยากรู้ว่าความคิดของ อ. ป๋วย ที่เขียนที่คิดไว้สมัยก่อนเมื่อนานมาแล้ว อยู่อย่างไรในโลกยุคใหม่ ในปัจจุบันอะไรที่ยังนำสมัย ล้ำสมัยอยู่ อะไรที่ชวนคิดต่อไปให้ไกลกว่าสิ่งท่านเคยคิด โจทย์บางเรื่องท้าทายมากกว่าในยุคสมัย อ. ป๋วย
ตอนตั้งโจทย์ก็คิดว่าจะชวนใครมาเขียน ผมกับ อ. ประจักษ์ อ. ชาญวิทย์ คุยกันในทีม คิดว่าต้องชวนนักวิชาการรุ่นใหม่ ๆ กลับมาอ่านป๋วยใหม่ และกลับมาชวนคิดต่อ แต่ไม่ได้ชวนรุ่นลูกศิษย์สายตรงของท่านมาเขียน อยากได้ความคิดใหม่ ๆ ไอเดียใหม่ ๆ ก็คือที่มา อ. ธร เป็นหนึ่งใน 6 นักวิชาการรุ่นใหม่ที่ชวนมาเขียนหนังสือเล่มนี้ อ. ธรมาเขียนเรื่องคิดใหม่เรื่องแนวทางการพัฒนาชนบทของ อ. ป๋วย ว่าแนวคิดบูรณะชนบทแบบที่ท่านได้เคยริเริ่มไว้อยู่ยังไงในโลกของการพัฒนาชนบท และโลกของการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมในยุคใหม่
วันนี้ อ. ธรจะมาเล่าให้ฟังว่าตอนนั้น อ. ธรคิดเขียนอะไรไว้ กับอีกบทความหนึ่งที่ อ. ธร จะมาเล่าให้ฟัง คือ เรื่องกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเทคโนแครต เทคโนแครตไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาถึงปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เทคโนแครตรุ่นใหม่แตกต่างจากเทคโนแครตรุ่นป๋วยอย่างไร แล้วมีอะไรที่เทคโนแครตไทยควรต้องคิดคำนึงในโลกยุคใหม่ ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปจากยุคสมัยของ อ. ป๋วยอย่างไร วันนี้ อ. ธรจะมาชวนคุยให้ฟังใน 2 บทความนี้
ส่วนบทความอื่น ๆ สามารถอ่านได้จากหนังสือ "ป๋วยกับสังคมไทยในวิกฤตเปลี่ยนผ่าน" วันนี้ชวนมารำลึก อ. ป๋วย เลยมาตั้งโจทย์กันที่เรื่องความคิด และหวังว่าได้ฟังได้แลกเปลี่ยนได้ซักถามกันแล้ว จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้ อ. ป๋วยกลับมามีชีวิต ผมจะกลับมาเล่าบางเรื่องให้ฟังต่อ แล้วก็จะเปิดเวทีให้ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ แลกเปลี่ยนซักถามกัน
(อาจารย์ธร) ขอบคุณ อ. ปกป้องครับ ผมเตรียมมาง่ายกว่า อ. ปกป้อง เตรียมพูดตามเนื้อหาในหนังสืออยู่ 2 บท เป็นบทของผมเอง และบทของ อ. อภิชาต สถิตนิรามัย เพื่อนร่วมคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เราเขียนกัน อ. อภิชาต เขียนถึงบทบาท อ. ป๋วยในฐานะเทคโนแครต ส่วนผมเขียนถึงบทบาทของ อ. ป๋วยในฐานะนักพัฒนาในเรื่องการพัฒนาชนบท
พยายามเขียนย้อนไป พยายามเข้าใจบทบาทของ อ. ป๋วยก่อน เวลาพูดถึงบทบาทสิ่งหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้คือ บริบท สิ่งหนึ่งที่ให้ความสนใจมากในการเข้าใจบทบาทของ อ. ป๋วย คือ บริบทที่แวดล้อมบทบาทว่า ในสิ่งที่ท่านตัดสินใจทำในแต่ละอย่าง มีเงื่อนไขทางสังคมใดบ้าง เรื่องแรกที่พยายามเข้าใจ ทั้งในฐานะเทคโนแครต และฐานะนักพัฒนา หลังจากนั้นจะอธิบายบริบทที่เปลี่ยน บริบทที่ อ. ป๋วยมีบทบาทถ้านับเข้าจริง ๆ ทุกวันนี้ก็ถือว่าหลายสิบปีมาแล้ว
ในฐานะนักพัฒนาชนบท อ. ป๋วย ทำงานด้านนี้ประมาณปี 2510 วันนี้ล่วงเลยมา 50 ปี การจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าเป็นคุณูปการได้ ต้องเข้าใจก่อนว่า การตัดสินใจต่าง ๆ มีหัวใจ ใจความสำคัญอย่างไร จึงนำสิ่งที่เรียกว่าสปิริตการตัดสินใจแบบป๋วยเข้ามามองปัจจุบัน มองว่ามีอะไรที่จะนำมาประยุกต์ใช้ได้ นี่คือหัวใจของสิ่งที่เขียน
ผมขอพูดถึง อ. ป๋วยในฐานะเทคโนแครตก่อน เข้าใจว่าคงจะตรงกับสถานที่นี้มาก ที่นี่คือศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย อ. ป๋วยเองในฐานะเทคโนแครต บทบาทของท่านที่สำคัญคือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดถึง 12 ปี ถามว่าเทคโนแครตคืออะไร ขอยกคำจำกัดความที่ อ. รังสรรค์ ให้ไว้คือ ขุนนาง นักวิชาการ ข้าราชการ ผู้บริหารระดับกลาง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ย้อนไปยุคที่ข้าราชการเข้ามามีบทบาทช่วยตัดสินใจด้านนโยบายต่าง ๆ
อ. อภิชาต ผู้เขียนบทความถึง อ. ป๋วยในฐานะเทคโนแครตขยายความเพิ่มคือ กลุ่มผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ซึ่งอ้างความรู้ความเชี่ยวชาญนั้นในการกำหนด หรือเสนอนโยบายสาธารณะด้านเศรษฐกิจทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน อ. อภิชาต พยายามทำให้ความหมายกว้างขึ้น เพราะปัจจุบันผู้ทำหน้าที่ในฐานะเทคโนแครตไม่ได้อยู่เฉพาะแค่ในบทบาทภาครัฐเท่านั้น มีองค์กร เช่น ทีดีอาร์ไอเป็นองค์กรที่พัฒนาต่อมาจากเทคโนแครตสมัย อ. ป๋วย
พูดถึงคำจำกัดความสิ่งหนึ่งที่อาจมีคำถามตามมาก็คือ เทคโนแครตขึ้นมามีบทบาทได้อย่างไรในเศรษฐกิจไทย เทคโนแครต คือ กลุ่มข้าราชการซึ่งจะกลายมาเป็นลักษณะผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีบทบาทในการเสนอนโยบายโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ต้องเข้าใจภาพของเศรษฐกิจโดยรวมก่อน
มีภาพหนึ่งที่น่าสนใจมาก เกี่ยวกับบทบาท อ. ป๋วยในฐานะเทคโนแครตมาให้ดู

ภาพนี้บอกถึง อ. ป๋วยในฐานะเทคโนแครตได้ดีมาก มีใครคุ้นบุคคลในภาพนี้ นอกจาก อ. ป๋วย คนข้าง ๆ ท่านที่ยิ้มอยู่คือใคร ชายที่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ คือ คุณชิน โสภณพานิช ที่นำภาพนี้ขึ้นมา เพื่อมาแสดงถึงบทบาท อ. ป๋วยในฐานะเทคโนแครต เส้นทางของข้าราชการที่ขึ้นมามีบทบาท คือข้าราชการระดับกลาง และมีอิทธิพลต่อนโยบายทางเศรษฐกิจ และอยู่คู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจไทย
หากมองย้อนกลับไปยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทหน้าที่ในการกำหนดนโยบายค่อนข้างจำกัดวงมากเฉพาะกลุ่มคนภาครัฐในระดับสูง ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจในลักษณะรัดกุมอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเศรษฐกิจแบบชาตินิยม รัฐก้าวเข้าสู่การควบคุมการผลิต
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงสร้างเศรษฐกิจไทยขั้นพื้นฐานเปลี่ยนไป โดยภาคเอกชนเข้ามามีบทบาท คือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบให้ทุนเอกชนนำ การปรับโครงสร้างนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พบว่ามี 2 ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ขั้วอำนาจเดิมที่เดินต่อมาคือขั้วอำนาจฝั่งภาครัฐ ซึ่งต่อมาอยู่ในมือของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์หรือฝั่งทหาร อีกฝั่งที่ขึ้นมามีบทบาทอย่างมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนคือฝั่งทุนเอกชน ซึ่งศูนย์กลางทุนเอกชนก็คือธนาคาร บริบทนี้ทำให้ อ. ป๋วยในฐานะนักเทคโนแครตขึ้นมามีบทบาทมาก เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างทุนทหาร ทุนราชการ กับนายธนาคารเป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง เป็นความสัมพันธ์ที่เรียกว่าลักษณะต่างตอบแทนกัน คือฝั่งทหารสามารถที่จะให้สิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ ให้อำนาจทางเศรษฐกิจกับฝั่งทุนธนาคารได้ ส่วนทางทุนธนาคารก็สามารถที่จะให้ส่วนแบ่งผลประโยชน์กับฝั่งทหารได้เช่นกัน
หากมองความสัมพันธ์แบบนี้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เข้าใจว่าทำไมบทบาทเทคโนแครตของ อ.ป๋วย จึงสำคัญมาก เพราะ อ. ป๋วยคือคนที่เป็นพลังที่สามที่เข้ามาสร้างสมดุลให้กับความสัมพันธ์นี้ แน่นอนความสัมพันธ์ต่างตอบแทนต่างแลกเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์คู่ระหว่างทุนเอกชนและทุนราชการ ท่านคือคนที่เข้ามาสร้างไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างทุนธนาคารและทุนราชการเกินเลยไป ในความสัมพันธ์สองตัวที่สถาปนาขึ้น ถ้าไม่มีการตรวจสอบ ทุนภาครัฐเองก็อาจจะไม่สามารถกำหนดทิศทางทุนเอกชน และไม่สามารถควบคุมได้
ตัวอย่างบทบาทของ อ. ป๋วย คือ ช่วงที่สหธนาคารทำผิดระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และถูกปรับเป็นเงินหลายล้านบาท จอมพลสฤษดิ์เข้ามาต่อรองกับ อ. ป๋วยซึ่งเป็นรองผู้ว่าการ ธปท. ขอให้ยกเว้นค่าปรับท่านก็ไม่ยอม นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของพลังที่มาสร้างสมดุล แต่อย่างไรก็ดีถ้าเข้าใจบริบทนี้ ซึ่งก็คือบริบทเทคโนแครตรุ่นแรก ก็จะเข้าใจว่าในช่วงเวลาหลังจากรุ่นเทคโนแครตของ อ. ป๋วย ต่อมาบริบทก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน
เมื่อพลังเทคโนแครตได้รับการสถาปนาเรียบร้อย และเป็นที่ยอมรับแล้ว เทคโนแครตมีพื้นที่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะสัมพันธ์อยู่กับรัฐบาลในยุคนั้นที่เป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร ค่อนข้างชัดเจนว่าเทคโนแครตสามารถมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายได้ เพราะยุคที่รัฐบาลเผด็จการหนุนเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายสำคัญ เทคโนแครตก็ใช้บทบาทในฐานะผู้เชี่ยวชาญช่วยเข้าไปกำหนดนโยบายค่อนข้างมาก และมีอิทธิพลค่อนข้างชัดเจน เพราะการเมืองยังอยู่ในวงค่อนข้างจำกัด ฝั่งเทคโนแครตก็สามารถที่จะ set agenda ด้านนโยบายได้
บทบาทนี้เป็นบทบาทที่ติดมาจากเทคโนแครต และมี sense ของการเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสามารถดันเป้าหมายนโยบายของเทคโนแครตให้เป็นเป้าหมายนโยบายของประเทศได้ และยังอยู่ในแนวคิดของเทคโนแครตจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้ คือถ้าเราอยู่ในบทบาทเทคโนแครต มองว่าในทางหนึ่งเทคโนแครตด้วยความเชี่ยวชาญที่มี เข้าใจว่านโยบายที่ดีของประเทศควรเป็นอย่างไร และมองว่าบทบาทนี้สามารถที่จะดันนโยบายให้ได้รับการพิจารณา และรัฐบาลก็ควรเชื่อเทคโนแครตพอสมควร
ในยุคตั้งแต่หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ความสำคัญของเทคโนแครตได้รับการยอมรับ แต่ยากขึ้นเรื่อย ๆ สภาพบริบทการเมืองที่เปลี่ยน เทคโนแครตจำเป็นต้องอยู่กับพลังฝั่งรัฐสภามากขึ้น คือฝั่งอำนาจที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ซึ่งเป็นพลังที่สี่ที่เข้ามาทำให้เทคโนแครตต้องพยายามปรับตัวเป็นบริบทหลัง อ. ป๋วย ที่จะพูดในช่วงต่อไปว่าสร้างความท้าทายให้กับเทคโนแครต อ. อภิชาตเขียนในไว้บทความด้วย สามารถอ่านได้ในหนังสือป๋วยกับสังคมไทยในวิกฤตเปลี่ยนผ่าน
เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่มาจากหนังสือเล่มนี้ เป็นบทที่ผมเขียนเองคือ บทบาทของ อ. ป๋วยกับการพัฒนาชนบท อ. ป๋วยริเริ่มและให้ความสนใจเป็นพิเศษในการพานักศึกษาให้สนใจปัญหาชนบท ในช่วงที่ผมเข้าเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ ปี 2543 ใกล้ ๆ กับที่ อ. ป๋วยเสียชีวิต มีวิชาเรียนที่เริ่มตั้งแต่สมัย อ. ป๋วยยังมีชีวิตอยู่คือ วิชาพัฒนาชนบท ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะเดียวที่มีการส่งนักศึกษาออกไปอยู่ชนบทเป็นเวลา 2 เดือน ไปใกล้ชิดกับคนชนบทเพื่อที่จะเข้าใจปัญหา ผมก็เป็นคนที่มีโอกาสได้เรียนวิชานี้
อ. ป๋วยเข้ามามีบทบาทสนใจเรื่องการพัฒนาชนบทหลังบทบาทที่เป็นเทคโนแครต เพราะท่านมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ได้วางรากฐานไว้นั้น ก้าวไปในทิศทางที่มาพร้อมความเหลื่อมล้ำ ท่านมองเห็นความแตกต่างในสังคมที่ค่อนข้างสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ท่านคิดว่าต้องมีคนที่เข้าไปสนใจส่วนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก็คือส่วนที่อยู่ในชนบท มรดกเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทที่ท่านได้ริเริ่มไว้ มีโครงการที่เห็นชัดอยู่ 3 โครงการ คือ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย (บชท.) ก่อตั้งปี 2510 สะท้อนเรื่องปัญหาการพัฒนาชนบท, สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร (สบอ.) ปี 2512 และโครงการพัฒนาชนบทลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ปี 2518 เป็นโครงการท้าย ๆ ก่อนที่ท่านจะออกจากประเทศไทยเมื่อปี 2519
ปี 2510 เป็นต้นมา อ.ป๋วยให้ความสนใจการพัฒนาชนบท พร้อม ๆ กับที่ท่านมีบทบาทในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ภาพที่ อ. ป๋วยไปลงพื้นที่ต่างจังหวัด

พาอาจารย์เข้าไปเยี่ยมพื้นที่ชนบท และใน 3 โครงการที่ อ. ป๋วยได้ริเริ่มเรื่องการพัฒนาชนบทไว้ คนที่เข้าร่วมโครงการหลัก ๆ กับท่านคือนักศึกษา
ถามว่าทำไมเรื่องพัฒนาชนบทจึงดึงนักศึกษามาร่วมเป็นหลัก ต้องเข้าใจก่อนว่าบริบทเรื่องการพัฒนาชนบทในยุค อ. ป๋วย คือมรดกด้านการพัฒนาเศรษฐกิจจากยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่ง อ. ป๋วยก็มีบทบาทเข้าไปร่วมในการดำเนินนโยบายเหล่านั้น ผลผลิตหนึ่งที่สำคัญจากยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์ คือ นักศึกษา การโตอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลางในเมือง ของคนที่มีโอกาสได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย ตัวนี้เป็นผลผลิต และผลผลิตอีกอันหนึ่งคือความต่างระหว่างพื้นที่ ทำให้พื้นที่ชนบทเริ่มมีคนสนใจ คนชนบทเองก็เริ่มเรียกร้องมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมา เริ่มมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ชนบท ขบวนการชาวนา ขบวนการนักศึกษา เหล่านี้เป็นปัญหาที่ทุกคนดึงขึ้นมาให้ความสนใจในช่วงนั้น
อ. ป๋วยสนใจบริบทนี้ ฉะนั้นแนวร่วมที่สำคัญของท่านคือนักศึกษาที่สนใจปัญหาเหมือนกัน แนวทางที่ท่านนำเข้ามาใช้น่าสนใจคือ แนวทางที่เรียกว่า แนวทางบูรณะชนบท จริง ๆ ท่านไม่ใช่คนคิดคำว่าบูรณะชนบท คำนี้แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Rural reconstruction ซึ่งเป็นแนวทางต่อมาจาก DR. Jame Y. C. Yen เป็นคนจีนที่เคยทำโครงการพัฒนาชนบทในพื้นทั้งประเทศจีนและฟิลิปปินส์ และขยายมูลนิธิ Rural reconstruction เข้ามาเมืองไทย ผมได้พยายามศึกษาและค้นเอกสารย้อนหลังของ DR. Jame Y. C. Yen ว่าท่านเป็นใคร โครงการ Rural reconstruction มีที่มาที่ไปอย่างไร พบว่าจริง ๆ โครงการนี้ค่อนข้างโยงอยู่กับบทบาทของสหรัฐอเมริกาในการสนับสนุนเรื่องการพัฒนาชนบท
ถ้ามองภาพกว้างออกไป จะพบว่าโครงการพัฒนาชนบทในประเทศไทย จริง ๆ ก็มีความโยงพอสมควรกับการพยายามต่อสู้กับสงครามเย็นในประเทศ ต้องบอกว่ามีบริบทนี้ด้วย ซึ่งเป็นบริบทที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่จริง ๆ น่าสนใจ DR. Jame Y. C. Yen อยู่ที่ประเทศจีน แล้วต้องเดินทางออกนอกประเทศเพราะประเทศจีนคอมมิวนิสต์ชนะ DR. Jame Y. C. Yen จึงย้ายไปตั้งมูลนิธิ Rural reconstruction ที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ สหรัฐมีอิทธิพล
การพัฒนาชนบทไทยก็พยายามที่จะเข้าไปช่วย เข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ชนบทโดยรวม แต่ว่าแนวทาง Rural reconstruction หรือแนวทางบูรณะชนบท โดยหลักคือ มองชนบทเป็นพื้นที่ที่สามารถไปฟื้นฟูความดีงามกลับมาได้ เพราะฉะนั้นการฟื้นฟูความดีงามคืออะไร คือพยายามฟื้นฟูให้คนชนบทสามารถพึ่งตนเองได้ ในภาพรวมถ้ามองแนวทางพัฒนาชนบทในลักษณะนี้ จะพบว่าค่อนข้างคู่ไปกับลักษณะแนวทางบริบทการพัฒนาชนบทที่แวดล้อม อ. ป๋วยอยู่ 2 อย่าง คือ อย่างแรกท่านพยายามทำให้คนเมืองที่ออกไปไม่ได้ออกไปในฐานะที่รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า พยายามให้คนเมือง นักศึกษาที่เป็นแนวร่วมของท่านรู้สึกคล้ายการพยายามออกไปเรียนรู้ว่าคนชนบทเป็นอย่างไร ออกไปด้วยทัศนคติที่ไม่ได้เป็นทัศนคติแบบอหังการ คือเข้าไปด้วยทัศนคติที่ถ่อมตัว ซึ่งเป็นเป้าแรกที่ท่านพูดกับนักศึกษาเวลาพูดถึงแนวทางการพัฒนาชนบท
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ อ. ป๋วย ทำเรื่องชนบท ซึ่งเป็นช่วงที่ชนบทเป็นพื้นที่ ๆ โยงอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง คือยังไม่หลุดจากบริบทของสงครามเย็น เพราะฉะนั้นการจะดึงแนวทางเข้ามาใช้ เพื่อจะบอกว่าเข้าไปมีบทบาทในชนบท เป็นเรื่องที่ยากทางการเมือง ถ้าออกไปในฐานะที่คล้าย ๆ ไปพูดกับชาวบ้าน ให้ชาวบ้านต่อต้านรัฐก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นข้อจำกัดที่ทำให้ อ. ป๋วยต้องเลือกแนวทางแบบนี้ คือไม่สามารถพูดในลักษณะค่อนข้างรุนแรงได้ ก็ต้องให้เป็นแนวทางค่อนข้างประนีประนอมกับรัฐ สิ่งที่ อ. ป๋วยพูดกับนักศึกษาค่อนข้างชัดเจนและเป็นประจำ คือการออกไปชนบทอย่าไปทะเลาะกับใคร อย่าไปทะเลาะกับรัฐ แต่จริง ๆ ก็น่าสนใจเพราะขณะพยายามเตือนนักศึกษาอยู่บ่อย ๆ สุดท้าย อ. ป๋วยก็ยังโดนกล่าวหาว่าเป็นคนนำให้นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ และไม่สามารถเลี่ยงข้อกล่าวหาได้
แนวทางพัฒนาชนบท แนวทางแบบบูรณะชนบท ต่อมามีบทบาทในประเทศไทยสูงมาก และเรียกได้ว่าแนวทางนี้กลายมาเป็นแนวทางเริ่มต้นของการพัฒนาชนบทในยุคต่อมา แนวทางที่เป็นที่นิยมมากในยุคสมัยที่องค์กร NGO เกิดขึ้นมากมาย คือ แนวทางวัฒนธรรมชุมชน แต่วัฒนธรรมชุมชนถูกมองว่าชุมชนมีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ดี การพัฒนาชนบทก็คือการพยายามดึงเอาวัฒนธรรมที่ดีงามของชุมชนออกมาใช้ และเป็นพัฒนาการขั้นต่อมาของแนวทางบูรณะชนบทที่ริเริ่มสมัย อ. ป๋วย ภาครัฐเองก็หยิบเอาแนวทางที่ต้องการฟื้นฟูชุมชนให้ชุมชนรู้จักเพิ่งตนเอง กลายมาเป็นแนวทางหลักของภาครัฐ
องค์การพัฒนาภาคเอกชนในยุคต่อมา ภาครัฐหันมาให้การสนับสนุนมากขึ้น และใช้แนวทางนี้เป็นแนวทางหลัก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย พูดถึงบทบาทเทคโนแครตที่ต้องปรับตัวกับอำนาจทางด้านการเมืองที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แนวทางการพัฒนาชนบทของ อ. ป๋วยก็เช่นกัน ในแง่หนึ่งความน่าสนใจคือ แนวทางมีหัวใจหลักอยู่ที่ความพยายามรักษาวัฒนธรรมชุมชน ช่วยให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ ผ่านมาประมาณ 40 – 50 ปีก็ยังไม่ปรับแนวคิดหลักเท่าไร ทั้งที่จริง ๆ ต้องบอกว่าชุมชนในชนบทเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะมาก ถามว่าเปลี่ยนไปอย่างไร ขออนุญาตกล่าวถึงชนบทที่เปลี่ยนไปก่อน คือชุมชนชนบทในทุกวันนี้ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดก็คือ เส้นแบ่งระหว่างชนบทกับเมืองค่อนข้างที่จะไม่ชัดเจนอีกต่อไป เราจะไปหาชุมชนชนบทที่เป็นชนบทแบบดั้งเดิม คือประกอบอาชีพเกษตรกรรมพึ่งตนเองได้จริง ๆ ทุกวันนี้ไม่ได้ง่าย ๆ แล้ว คนชนบทเองก็เปลี่ยนฐานะไปมาก ยุค อ. ป๋วยซึ่งอาจจะมีคนอยู่ใต้เส้นความยากจนสัก 40% ทุกวันนี้อาจเหลือแค่ 7% ที่อยู่ใต้เส้นความยากจน เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ บริบทชนบทเปลี่ยนไปมาก จนคิดว่าถ้ากลับมาทบทวนแนวทางเดิมจะรักษาข้อเสนอส่วนใดไว้ และอาจจะต้องพยายามปรับข้อเสนอส่วนอื่นบ้าง
คนชนบทในปัจจุบันฐานะทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในจุดในเรื่องของการพยายามอยู่รอด หรือการพยายามสามารถอยู่ให้พ้นความยากจนเป็นโจทย์หลัก แต่โจทย์หลักก้าวขึ้นไปมากกว่านั้น คือก้าวขึ้นไปว่าจะดึงตัวเองขึ้นไปสู่ฐานะที่ดีขึ้นใกล้เคียงกับคนชั้นกลางมากขึ้นได้อย่างไร ลักษณะรายได้ก็ไม่พึ่งพิงเฉพาะรายได้การเกษตร แต่มีการอาศัยรายได้จากหลากหลายที่มา มีเพื่อน ญาติพี่น้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ มีการประกอบอาชีพที่ไม่ใช่เกษตรกรรม เหล่านี้เป็นความเปลี่ยนไป ความหลากหลายมากขึ้นของชนบท ซึ่งถ้ามองไปถึงแนวทางการพัฒนาชนบทก็จะต้องคิดในเรื่องนี้ด้วย และต้องปรับให้ตามทัน
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือ ถ้ากล่าวถึงคนที่มีบทบาทการพัฒนาชนบทในปัจจุบันจริง ๆ แล้ว แนวร่วมหลักก็ไม่ใช่นักศึกษาเหมือนสมัย อ. ป๋วย ซึ่งมองว่านักศึกษาเป็นพลังที่ดึงเข้ามาร่วมงานในกระแสนี้ แต่ทุกวันนี้ชนบทมีคนที่พร้อมที่จะนำเองได้ คือไม่ต้องใช้คนเมืองเข้าไปทำ ชนบทก็มีคนของเขาคือผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้เป็นคนในพื้นที่ และสามารถที่จะเข้ามามีบทบาทในกระบวนการพัฒนาได้เอง เรื่องการพัฒนาชนบทเลยกระจายออกไป มีตัวละครที่เข้ามาร่วมในพื้นที่จริง ๆ และไม่ต้องอาศัยว่าคนเมือง มองว่าชนบทควรเป็นอย่างไร แต่ให้ชนบทตัดสินใจเองว่าเขาอยากให้ชนบทเขาเป็นอย่างไรให้มากขึ้น และนี่คืออีกเรื่องของชนบทที่เปลี่ยนไป
หากมองไปด้านเทคโนแครต ขอย้อนกลับไปพูดตอนแรก บทบาทของ อ. ป๋วยในฐานะเทคโนแครต คือเทคโนแครตไทยมองมรดกของ อ. ป๋วยในฐานะข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์ และมีความสามารถสูง มีบทบาทกับการกำหนดนโยบายได้สูงและโดยตรง แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงก็คือ ในบริบทการเมืองปัจจุบันไม่ได้มีที่ของเทคโนแครตที่ง่ายเหมือนในอดีต เทคโนแครตจำเป็นจะต้องอดทนมากขึ้นต่อการพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง ถ้าต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคม ต้องพยายามอาศัยกระบวนการที่ต้องสื่อสารกับสังคม ไม่มองว่าสามารถเข้าไปหาผู้มีอิทธิพล และพยายามเสนอสิ่งที่ต้องการให้ผู้ที่คุมอำนาจรัฐสนใจได้ ต้องสื่อสารผ่านทางสังคมบ้าง ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า สิ่งที่เทคโนแครตพูดเป็นสิ่งที่ควรจะยึดถือ และให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงค่อย ๆ มาจากกระบวนการที่มีอำนาจของตัวแทนฝั่งประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น พูดง่าย ๆ ว่าโจทย์หนึ่งของเทคโนแครตปัจจุบันคือ การอยู่ร่วมกันกับบริบททางการเมืองซึ่งทุกวันนี้ไปไกลแล้ว ประชาชนทั่วไปคิดว่าทุกคนก็ควรจะมีเสียง มีบทบาทเข้าไปกำหนดนโยบาย กระบวนการประชาธิปไตยที่คนมองว่า อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นที่ให้คนที่เลือกเข้าไปกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งก็ไปไกลไม่มีใครจะไปดึงกระบวนการนี้ให้มันย้อนหลังได้ เพราะฉะนั้นเทคโนแครตก็อาจไม่สามารถใจร้อนที่จะเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ต้องทำงานคู่กันไปกับระบบประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นการพยายามปรับบทบาทเทคโนแครตกับบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป นี่คือส่วนที่ อ. อภิชาตได้เขียนไว้ในเรื่องเทคโนแครต
(อาจารย์ปกป้อง) ขอบคุณ อ. ธร ที่เล่าให้ฟังนี่เป็นตัวอย่างของการอ่านใหม่ คิดใหม่ เขียนใหม่จากมรดกทางความคิดของ อ. ป๋วย ในเรื่องกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาชนบท ช่วงที่ทำหนังสือ ทำสารคดีป๋วย ผมได้ไปคุยกับ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และได้ถามว่าเรามีคำตอบอะไรจาก อ. ป๋วยบ้าง ในการนำประเทศให้พ้นวิกฤตการเมือง วิกฤตเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นในสังคมไทย อ. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กล่าวว่า อ. ป๋วยเป็นแรงบันดาลใจ แต่อย่าฝันว่าจะมี อ. ป๋วยคนใหม่ โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และ อ. ป๋วยได้ทำอะไรไว้ให้กับสังคมไทยมากมาย และจากไปก็นานแล้วจะเอาอะไรกับอาจารย์อีก เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะนิยามคุณค่า ความหมายของอุดมการณ์ อ. ป๋วย เสียใหม่ให้สอดคล้องกับสังคมไทยสมัยใหม่โดยมีแก่นชีวิต และความคิดของ อ. ป๋วยเป็นเข็มทิศ
เราต้องสร้างตัวตนใหม่ของเราเองด้วย สร้างชีวิตใหม่ สร้างความคิดใหม่ ทุกคนเรียนรู้หลายอย่างได้จาก อ. ป๋วย ที่ อ. ธร เล่าก็เป็นส่วนหนึ่งในมรดกทางความคิดหลายอย่างของ อ. ป๋วย ในฐานะคนรุ่นใหม่ไม่เกี่ยวกับอายุ หลายท่านในที่นี้ก็ยังเป็นรุ่นใหม่อยู่แม้ว่าจะอายุมาก แต่ว่าทุกคนเรียนรู้อะไรได้บ้าง สำหรับผมยิ่งอ่าน อ. ป๋วยมากเท่าไหร่ ยิ่งมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นเท่าไหร่ สิ่งหนึ่งที่ยิ่งทึ่ง อ. ป๋วย มากขึ้นคือ การเป็นคนที่ผสมผสานคนสองมิติเข้าไปอยู่ในคน ๆ เดียวกัน รู้สึกทึ่ง เพราะว่าสองมิติเวลาผสมกันไม่ได้ผสมกันง่าย สองมิตินี้คืออะไร มิติหนึ่งคือความเป็นนักอุดมคติ อีกมิติคือความเป็นนักปฏิบัติ ที่เปลี่ยนประเทศนี้ได้ คือถ้าเกิดฝันอยากเปลี่ยนประเทศนี้ให้ดีขึ้นและไม่ใช่แค่ฝัน ทุกคนต้องลงมือปฏิบัติเปลี่ยนมันให้เป็นจริงให้ได้ด้วย ซึ่งต้องการคนที่มีสองส่วนผสมกันอยู่ คือมีนักอุดมคติมาก และก็มีนักปฏิบัติมาก แต่ในสังคมไทยปัจจุบัน มีนักอุดมคติที่มีความเป็นนักปฏิบัติที่ยังยึดมั่นในอุดมคติไม่มากเท่าไร
อ. ป๋วยเป็นนักอุดมคติ นักฝัน แต่ก็มีความเป็นนักปฏิบัติด้วย ความน่าสนใจคือการผสมผสานสองมิติเข้าด้วยกัน จะเห็นความเป็นนักคิดของ อ. ป๋วยที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปได้จริง อ. ป๋วยเป็น pragmatic hydraulic ที่ไม่ได้คิดฝันอย่างเดียวโดยที่ไม่สนใจว่าจะทำอย่างไรให้เป็นจริง ทั้งสองสิ่งต้องเป็นด้วยและเปลี่ยนให้เป็น ต้องรู้การเมือง ยุทธศาสตร์การสื่อสาร ยุทธศาสตร์ทางการเมือง และยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสังคม ในอีกด้านหนึ่งท่านก็เป็นนักปฏิบัติ นักเปลี่ยนแปลง ไปอยู่ที่ไหนสร้างใหม่ทั้งนั้น ทุกสถาบันที่ได้สัมผัสมีส่วนในการกำหนดทิศทาง กำหนดเนื้อหา กำหนดท่าทีใหม่ให้กับสังคม ท่านเป็นนักปฏิบัติ นักเปลี่ยนแปลงที่มีฐานความเป็นนักคิด หรือฐานอุดมการณ์บางอย่าง คือเป็น idealistic pragmatic ซึ่งคนผสมกันแบบนี้หาได้ยาก เคยมีนักเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่สนใจความชอบธรรม เช่น เข้าไปรับใช้คณะรัฐประหาร โดยไม่สนใจว่าระบอบรัฐประหารทำอะไรกับสังคมไทยอย่างไรบ้าง แค่ต้องการผลักดัน agenda ที่ตนเองสนใจ ซึ่งมีนักคิดที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนได้ หรือว่าทำงานอยู่ หรือคิดแบบฝึกหัดกับงานของตนเอง โดยไม่สามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงในสังคม
แต่ อ. ป๋วยมีทั้งสองส่วนผสมกัน และที่น่าสนใจคือ อ. ป๋วยผสมมันอย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นศาสตร์และศิลป์ เมื่อท่านเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติ ก็เคยเขียนเคยพูดเรื่องศาสตร์และศิลป์ของการเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสองมิติผสมกัน ท่านต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยมีหลักอะไรบางอย่าง หลักที่ท่านยึดถือมี 4 หลักที่สำคัญ ๆ หลักแรก คือ หลักที่เรียกว่า "ประชาธรรม" เราเคยเห็นท่านเขียนในจดหมายถึงผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้อง หลังจากจอมพลถนอม กิตติขจร ทำรัฐประหารตัวเอง ท่านเขียนจดหมายจากนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้อง ว่าประชาธรรมคือ ธรรมเป็นอำนาจไม่ใช่อำนาจเป็นธรรม และธรรมเกิดจากประชาชน รวมความว่าอำนาจสูงสุดมาจากธรรมของประชาชนในหมู่บ้านไทยเจริญทั้งหมู่บ้าน ซึ่งมักจะได้ยินคนอ้างอิง สันติประชาธรรม คือธรรมเป็นอำนาจไม่ใช่อำนาจเป็นธรรม และมักคิดว่าเป็นเรื่องคุณธรรม ในความหมายที่มีความดี ความงาม ความจริงสูงสุดอย่างเดียว เป็นเรื่องศีลธรรมไม่ใช่แค่มิตินั้น มีท่อนต่อมาด้วยว่า ธรรมหรือธรรมะ เกิดจากประชาชน อำนาจสูงสุดมาจากธรรมของประชาชน มาจากธรรมที่เป็นฐานของประชาชน ไม่ได้มาจากเผด็จการผู้ทรงธรรม ประโยคหลังเป็นความเห็นของผม และนี่คือคำว่าประชาธรรม ประชาธรรมของ อ. ป๋วยมีคำว่าประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ และมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศ อ. ป๋วยชอบเรียกคำว่าประชาธรรมแทนประชาธิปไตย แต่ไม่ได้ละเลยประชาธิปไตย ประชาธิปไตยเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของประชาธรรม อ. ป๋วย เคยเขียนไว้ในบทความ ความรู้เรื่องเมืองไทยว่า หลักประชาธรรมคือหลักกว้าง ๆ มีองค์ประกอบที่เป็นแก่นสาร 2 ประการ สิ่งแรกคือสิทธิเสรีภาพของคนแต่ละคน สิ่งที่สองคือการมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาของสังคมที่ทุกคนอาศัย และทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีเพศ ฐานะหรือกำเนิดมาจากไหน
หลักที่สอง คือ หลักสันติ รวมกันเป็นสันติประชาธรรม เป็นคำที่ทุกคนได้ยินกันเพราะ อ. ป๋วยกล่าวว่า ถ้าเชื่อมั่นในหลักประชาธรรมแล้ว ไม่มีวิธีอื่นใดในการได้มาซึ่งประชาธรรมนอกจากสันติวิธี การใช้อาวุธขู่เข็ญประหัตประหารเพื่อประชาธรรมนั้นสำเร็จได้ก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่จะไม่ได้ประชาธรรมถาวร เมื่อฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธอีกฝ่ายหนึ่งก็ใช้อาวุธตอบโต้ อาวุธปะทะกันแล้วจะรักษาประชาธรรมได้อย่างไร จุดหมายปลายทางคือสิทธิเสรีภาพของประชาชนทางการเมือง ประชาธรรมย่อมสำคัญที่ประชาชน ประโยคนี้ดีมาก ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการประชาธรรมก็ไม่มีทางที่จะมีใครหยิบยื่นให้ได้ ก็นึกถึงปัจจุบันอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นจุดเริ่มต้นและจุดหมายสุดท้ายของประชาชนชาวไทยก็คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นหลักที่สองที่คิดว่าเป็นหลักยึดในชีวิต อ. ป๋วย และไม่ว่า อ. ป๋วยจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไหน สิ่งนี้คือสิ่งที่ยึดเป็นหลักในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
หลักที่สาม คือ หลักวิชาการ อ. ป๋วยเป็นคนบ้าวิชาการ คือทุกคนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้โดยปราศจากความรู้ ลำพังความตั้งใจจริงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ สังคมปัจจุบันซับซ้อนขึ้น โลกเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จึงต้องการความรู้ไว้ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคม วันนี้เป็นวันรำลึก อ. ป๋วย ได้นำเอาบทความของคุณกษิดิศมา post ใหม่ทุกปี เพราะว่ายากที่จะหาคนเขียนได้ดีเท่าคุณกษิดิศเรื่อง อ. ป๋วย บทความหนึ่งที่นำมา post ใหม่ใน 101 คือบทความที่คุณกษิดิศเขียนเรื่อง ทำไมป๋วยถึงเป็นอมตะ คุณกษิดิศเขียนไว้ที่ชอบคือ หลักวิชาสำคัญอย่างไร อ. ป๋วย มีหลักวิชาตลอดในเรื่องความคิดและเรื่องการทำ อ. ป๋วยเคยแปลงานชิ้นหนึ่งของ ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson) ชื่อจรรยานักเรียน คุณกษิดิศเอามาโพสต์ในบทความเรื่องทำไมป๋วยถึงเป็นอมตะ เล่าว่า "อันความยั่วยวนมารยาแห่งโลกนี่แหละที่ทำให้เราเกิดความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีผู้เคร่งในการเรียน เป็นสมณะแห่งวิทยา" อ .ป๋วยเป็นนักเขียนนักแปล และการใช้คำของท่านแปลและเขียนหนังสือดีมาก คำว่า "สมณะแห่งวิทยา" ซึ่งคิดเขียนอย่างไรก็คงแปลคำนี้ไม่ได้ "และผู้รักเรียนเองมีหน้าที่และมีสิทธิที่จะบังคับโลกให้เดินตามตน มิใช่ตนเดินตามโลก" คือศูนย์กลางไม่ได้อยู่ที่คน หรือผู้มีอำนาจ แต่อยู่ที่หลักวิชา ผู้รักเรียนมีหน้าที่และมีสิทธิที่จะบังคับให้โลกเดินตามตน ไม่ใช่ตนเดินตามโลก "จงน้อมรับเอารสธรรมอันกระจายตลบอยู่แล้วในของทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นธรรมชาติ จงช่วยเป็นลิ้นให้ธรรมชาติได้กล่าวมธุรสกล่อมในมนุษย์ และจงแสดงให้โลกอันโง่เขลาเล็งเห็นเสียทีว่าวิชาความรู้นี้ประเสริฐเพียงใด" สำนวนแปลของท่านไม่ใช่แค่ธรรมะแบบศีลห้า หรือธรรมะของพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ธรรมในที่นี้คือธรรมชาติแห่งสรรพสิ่ง ธรรมชาติแห่งจักรวาล
อ. ป๋วยเคยปาฐกถา เรื่องเศรษฐศาสตร์ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ และประกาศจุดยืนนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีไว้ว่า "เรานักเศรษฐศาสตร์ในการติดตามศึกษาความจริง และฝึกฝนวิชาการเราต้องไม่เอาแต่ศึกษา เอาแต่ประสิทธิภาพ แต่เราต้องมีความซื่อตรง แสดงออกซึ่งความซื่อตรง และซื่อตรงพอที่จะสนับสนุนชักชวนผู้อื่นให้ซื่อตรงด้วย" หลักวิชาเป็นฐาน แต่หลักวิชาอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีอย่างอื่นประกอบ และที่สำคัญชีวิตของ อ. ป๋วยที่สอนเราอย่างหนึ่งคือ ความกล้าหาญทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคำตอบที่คุณกษิดิศตั้งคำถามไว้ว่า ทำไม อ. ป๋วยถึงเป็นอมตะ เพราะความกล้าหาญทางจริยธรรม ถ้าอ่านบทความของ อ. อภิชาตที่เขียนในหนังสือ "ป๋วยกับสังคมในวิกฤตเปลี่ยนผ่าน" ชี้ให้เห็นว่าเทคโนแครตไทยรุ่นหลังส่วนหนึ่งแตกต่างจาก อ. ป๋วย คือไร้ความกล้าหาญทางจริยธรรม เชื่องต่อผู้มีอำนาจ กลัวผู้มีอำนาจ ไม่กล้าพูด กล้าเจรจา ถ้าพบสิ่งผิด ผู้มีอำนาจผิดไม่กล้ายืนหยัดต่อสู้ อ. ป๋วยมีหลายเรื่องที่สู้กับเผด็จการทหารยุคที่ปืนเป็นใหญ่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลผิน ชุณหะวัณ จอมพลเผ่า ศรียานนท์ หลายเหตุการณ์ แต่ก็ไม่ได้กลัวเพราะ อ. ป๋วยบอกว่าเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็คือการลาออก เพราะเมื่อไรก็ตามที่ถูกกดดันก็ลาออกไป ท่านเคยพูดไว้ว่าถ้าไม่กล้าอย่ามาเป็น เป็นหลักที่ทุกคนใช้ในการดำเนินชีวิตเวลาทำอะไรก็ทำให้สุด ไม่กล้าอย่ามาทำ อยู่กับที่อย่ามาทำ ถ้าไม่กล้าอย่ามาเป็น ความกล้าหาญทางจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนได้เรียนรู้ ทุกคนจะมีความกล้าหาญต้องมีหลักยึดที่ว่าคือ หลักวิชาการ เป็นอีกหลักที่ อ. ป๋วยยึดถือ
หลักสุดท้าย อ. ป๋วยสอนทุกคนไม่ว่าทำอะไร ไม่ว่าจะมีหลักเข้มแข็ง ยืนนิ่ง ยืนตรงเพียงไร สิ่งที่ท่านไม่เคยบกพร่องในความตรงนั้นคือ ความเข้มแข็ง ความเด็ดเดี่ยวที่มีความอ่อนอยู่ด้วย อ่อนในที่นี้ไม่ใช่อ่อนปวกเปียก แต่คำที่ อ. ป๋วยใช้คือมนุษยภาพ หรือความเป็นมนุษย์ที่ไม่ว่าจะคิดเหมือน คิดต่าง ทำเหมือน ทำต่าง จะพบว่าท่านเป็นคนมีเมตตา ไม่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ใครอย่างไร ท่านจะไม่เล่นที่คนแต่เล่นที่ความ กระทั่งจดหมายจากนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงผู้ใหญ่ทำนุ ถึงจอมพลถนอม กิตติขจรทำรัฐประหารตัวเอง แม้ว่าท่านไม่เห็นด้วยอย่างหนักแน่น ถ้าไปอ่านจดหมายดูก็มีความเป็นมนุษย์สูง พยามยามจะเล่าว่าท่านคิดอะไร จะเห็นว่าท่าทีในเรื่องเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ทุกคนสามารถเป็นคนตรงได้ พูดจาหนักแน่นตรงไปตรงมาได้ ด่าได้ ตรงได้ ยิ้มได้ เป็นสิ่งที่ท่านสอนมาเสมอ ความหนักแน่นไม่ต้องมาจากกการไปเหยียบคนอื่นขึ้นมา แต่เราสามารถเป็นเราได้ เป็นสิ่งที่ อ. ป๋วยสอนจากการอ่านมาตลอด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องประชาธรรมที่มีประชาธิปไตยอยู่ สันติวิธี วิชาการและมนุษยภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียนรู้จาก อ. ป๋วย และเป็นเสรีนิยมตามความหมายนี้ เชื่อมั่นในจุดยืนของตัวเองไม่ไหลไปตามกระแส และยืนตรงในหลักที่ดี
อ. ป๋วยกล่าวหลายครั้งถึงความดี ความงาม ความจริง และยึดเป็นหลักว่าลำพังความดี ความงาม ความจริง เป็นเรื่องสำคัญ และสำหรับท่านไม่ได้แปลว่า ความดี ความงาม ความจริงมีหนึ่งเดียว ที่มีความดี ความงาม ความจริงสูงสุดที่ดีกว่าคนอื่น นานกว่าคนอื่น จริงกว่าคนอื่น มันไม่ใช่ความดี ความงามของตนเอง หรือของ ท่านเอง คือความดี ความงาม ความจริงอันสูงสุด ถ้าเราไปอ่านงาน ไปฟัง อ. ป๋วยว่าเป็นคนที่เชื่อมั่น ชอบในความหลากหลาย เพราะฉะนั้นความดี ความงาม ความจริงที่คนชอบอ้างกัน บางคนชอบอ้างเสมือนกับว่ามีความดี ความงาม ความจริงหนึ่งเดียวและหนึ่งเดียวนั้นคือกู นั่นก็ไม่ใช่วิถีป๋วยเหมือนกัน ท่านเปิดพื้นที่ให้มีความดี ความงาม ความจริง อันหลากหลาย และด้วยความหลากหลายจึงเชื่อว่าคนต้องรู้รอบ และกล่าวเสมอว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ดี ต้องรู้การเมือง รู้กฎหมาย รู้เรื่องอื่น ๆ และพูดแบบนี้กับการเป็นนักต่าง ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นการที่เรารู้รอบจะทำให้เราเชื่อมั่นและเห็นความหลากหลาย ในบทความที่คุณกษิดิศเขียนก็ชอบอีกบทความเป็น post ที่เห็นจากครั้งที่คุณกษิดิศเขียนครั้งแรกลงพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว บทความเรื่อง “มนุษย์อุบาทว์” อ. ป๋วยเวลาตั้งชื่อเขียนอะไรสนุกเหมือนกัน มนุษย์อุบาทว์เขียนเมื่อปี 2517 อ. ป๋วยกล่าวถึงปณิธานของท่านไว้ว่า “ความดี ความจริง ความงาม เป็นอุดมคติอันสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ประพฤติปฏิบัติหรือรับความพึงพอใจ หรือรางวัลทางใจ ทางวัตถุไม่ บางครั้งผู้ประพฤติปฏิบัติตามอุดมคติอาจประสบความผิดหวัง เพราะโลกนี้มีความอยุติธรรม มีอคติ มีอวิชา มีความชั่วเป็นธรรมดา ถึงจะพยายามทำให้งามให้ดีปานใด ก็ต้องมีใครสักคนด่าว่าเราเป็นมนุษย์อุบาทว์” อ.ป๋วยเลยสรุปว่า ควรคำนึงว่าใครจะสรรเสริญเราหรือจะด่าเรา ว่าเราเป็นมนุษย์อุบาทว์อย่างไรก็ช่างเถอะ ต้องยึดความดี ความงาม ความจริงเป็นอุดมคติตลอดไป สำหรับคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ สิ่งที่ท่านพยายามจะบอกทุกคนเสมอก็คือว่า ต้องเชื่อมั่นในทางที่เดิน เพราะว่าความอวิชา ความอยุติธรรม ความอคติในสังคม เป็นธรรมดาสามัญของโลก คือฟังแต่ก็วาง ไม่ต้องไปรู้ร้อนรู้หนาวมันมาก เชื่อมั่นในทางที่มี นี่คือสิ่งที่ อ. ป๋วยสอนทุกคน ด้วยการกระทำ ด้วยการเขียน ชีวิตของ อ. ป๋วยคือชีวิตที่เดินตามหลัก
อ. ป๋วยได้แต่งกลอนไว้ตั้งแต่อายุ 24 ปี ทุกท่านคงเคยได้ยินคือ
กูชายชาญชาติเชื้อ ชาตรี กูเกิดมาก็ที – หนึ่งเฮ้ย
กูคาดก่อนสิ้นชี – วาอาตม์ กูจักไว้ลายเว้ย โลกให้แลเห็น
เป็นบทกวีที่ อ. ป๋วยบอกว่าเป็นปณิธานชีวิต จะไว้ลายให้โลกแลเห็น จะยึดมั่นในหลัก สารคดีป๋วยที่จัดทำเมื่อ 3 - 4 ปีก่อน ได้สัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ ลูกศิษย์ หลากหลายวงการ ผมชื่นชอบหลายบทเมื่อเริ่มต้นได้พูดถึง อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ จะขอปิดท้ายด้วย อ. ชัยวัฒน์ ได้ถาม อ. ชัยวัฒน์ว่า ชีวิต อ. ป๋วยเป็นชีวิตที่สำเร็จหรือชีวิตที่ล้มเหลว เพราะหลายสิ่งที่ อ. ป๋วยฝันไว้ไม่ว่าจะเป็นสันติประชาธรรม ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสังคม การพัฒนาที่นับรวมทุกคน การพัฒนาที่ยั่งยืนจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ท่านคิด เขียน พูด สิ่งเหล่านี้มายาวนาน และสิ่งเหล่านี้ก็ไม่บรรลุในสังคมไทย และหลายเรื่องก็ยังห่างไกลไปเรื่อย แต่ อ. ชัยวัฒน์ตอบผมอย่างน่าสนใจว่า ต้องอธิบายใหม่ว่าความสำเร็จคืออะไร ความล้มเหลวคืออะไร ในความล้มเหลวอาจมีความสำเร็จ ในความสำเร็จอาจมีความล้มเหลวอยู่เหมือนกัน ในแง่นี้ถึงแม้จะล้มเหลว แต่ก็ทำให้แสงสว่างของการต่อสู้ปรากฏขึ้น สามารถบอกคนอื่นว่าทำได้ แต่ไม่ได้บอกว่าทำแล้วสำเร็จ เป็นคนละเรื่องกัน โจทย์สำหรับมนุษย์เลยกลายเป็นว่า ทุกคนต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่เราทำอาจจะล้มเหลว แล้วตัวเราเลือกจะล้มเหลวในเรื่องอะไร มันมีการล้มเหลวที่สง่างาม คือมี Mobility of Failure
อ. ชัยวัฒน์กล่าวว่า ความสามารถของมนุษย์คือการเลือกที่จะล้มเหลวในเรื่องที่สง่างาม หมายความว่าเราต้องมีปัญญา ต้องมีความกล้าหาญที่จะล้ม อ. ชัยวัฒน์บอกว่า ชีวิต อ. ป๋วยบอกไว้อย่างนี้ อ. ชัยวัฒน์ได้กล่าวถึง ซิซิฟัส (Sisyphus) เป็นคนที่ทำผิดและเทพเจ้าสาปว่า งานของเขาคือการกลิ้งหินไปบนยอดเขา พอกลิ้งหินไปบนยอดเขาสำเร็จ หินก็ตกลงมาให้เขากลิ้งหินไปบนยอดเขาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับว่านี่เป็นพันธกิจที่ไม่มีความสำเร็จต้องทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาใช้ชีวิตโดยรู้ว่าสิ่งที่ถึงทำอย่างไรก็ล้มเหลว ไม่มีวันทำสำเร็จในการเอาหินไปถึงยอดเขาได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือข้อความที่ อาลแบร์ กามูว์ (Albert Camus) เขียนไว้ว่า ในบางครั้งซิซิฟัสก็มีความสุข ซึ่งก็สงสัยเหมือนที่ อ.ชัยวัฒน์สงสัยว่าเป็นอย่างไร บางทีเราหาความสุขได้จากสิ่งที่ทำอยู่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันจะล้มเหลว แต่นั่นหมายความว่าต้องดูว่าความหมายของสิ่งที่ทำคืออะไร บางครั้งตัดสินใจว่า สิ่งที่ทำมีแค่ทางเลือก 2 ทาง คือ สำเร็จและล้มเหลวเท่านั้น ถ้าคิดแบบนี้ก็จะคิดว่า อะไรที่ล้มเหลวจะไม่ทำ เพราะคิดว่าความสำเร็จนั้นสำคัญ ถ้าคิดว่าทางเลือกมีแค่สำเร็จหรือล้มเหลวก็จะเลี่ยงทำอะไรในโจทก์ยาก ๆ เพราะว่ากลัวในสิ่งที่ล้มเหลว ก็จะทำอะไรง่าย ๆ และสำเร็จ
อ. ชัยวัฒน์กล่าวว่า ในชีวิตบางครั้งความล้มเหลวเห็นว่าจะสำคัญกว่า ต้องมองว่าเรื่องที่สำเร็จอาจจะเรื่องเล็ก เรื่องที่เดินไปบนเส้นทางที่ล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่กว่า เพราะฉะนั้นในแง่นี้การเลือกล้มเหลวให้ถูกเรื่องจะสำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จ และนี่คือชีวิต อ. ป๋วยชีวิตที่เลือกสู้ในสิ่งที่ใหญ่และยาก และคิดว่าสิ่งเหล่านี้สอนทุกคนว่า นี่ไม่ใช่ project ที่สำเร็จได้ง่าย ๆ ในชั่วชีวิตคน ๆ หนึ่ง แต่ว่าเป็นสิ่งที่สำหรับคนที่ใฝ่ฝันอยากเห็นสังคมที่ดีกว่า เรื่องใหญ่ ๆ ยาก ๆ อย่างไรก็ต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสู้ใน project ใหญ่ ๆ ยาก ๆ ถึงแม้จะล้มเหลวในรุ่นพวกเรา รุ่น อ. ป๋วย รุ่นพี่ประวิทย์ รุ่นพี่บุญสม แต่ว่ายังมีรุ่นกษิดิศ รุ่นลูกศิษย์ต่าง ๆ ตามมา และการที่ต้องลงมือทำลงมือต่อสู้กับ project ใหญ่ ๆ ยาก ๆ แม้ว่าบางคนจะบอกว่านี่คือความล้มเหลว แต่ทำให้เห็นว่าทำได้ ทำให้เปิดพื้นที่ใหม่ ๆ สร้างคนใหม่ ๆ มาช่วยรับ project นี้ต่อไป
เพราะฉะนั้นบทเรียนที่ได้จาก อ. ป๋วยคืออะไร จะเห็นว่า อ. ป๋วยคงไม่สนใจกับการถูกตราหน้าว่าสำเร็จหรือล้มเหลว แต่สิ่งที่ท่านทำก็คือ ทำ project ใหญ่ ๆ ที่รอให้พวกเราทำงานต่อ ให้ยึดมั่นในความคิดความเชื่อของท่าน และคิดว่าเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางสังคม การพัฒนาที่นับรวมทุกคน ที่การพัฒนาที่คนมีความหมายอยู่ในนั้น การศึกษาที่เปิดให้ทุกคนได้ศึกษา ได้ใช้ศักยภาพ ได้เปล่งประกาย ท่านบอกว่าการศึกษาไม่ได้ศึกษาไปเพื่อบ้านเมือง ไม่ต้องศึกษาตามแผนว่าตลาดแรงงานต้องการอะไร การศึกษาตั้งต้นที่นักเรียนจบที่นักเรียน ทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีในตนเอง อุดมคติของ อ. ป๋วยกล่าวว่า ทุกคนควรได้รับการศึกษาตามแต่ความถนัดของตนจนสุดความสามารถของแต่ละคน คือแต่ละคนมีการศึกษา การศึกษาเกิดมาเพื่อเปล่งประกาย ให้แต่ละคนเปล่งประกายตามทางที่แต่ละคนเลือก ถ้าทุกคนเป็นแบบนี้ประเทศจะดีเอง ท่านเขียนเรื่องการศึกษาไว้แบบนี้ นี่ก็เป็นอีกพันธกิจหนึ่งที่ต้องสู้ พันธกิจในการสร้างประชาธรรมในสังคมด้วยสันติ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เรื่องยาก ยิ่งยุคปัจจุบันยิ่งยาก แต่ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายและต้องพาความคิด อ. ป๋วยไปต่อ เรื่องการสร้างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพในประเทศ สิทธิเสรีภาพของสังคม การสร้างสังคม สร้างวัฒนธรรมในสังคมที่คนใฝ่หาประชาธรรมด้วย เพราะว่าประชาธรรมอย่างที่ อ. ป๋วยบอก หยิบยื่นให้ไม่ได้ ถ้าเราไม่สำเหนียกประชาธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ และเราไม่จำเป็นต้องเจ็บปวดหรือต้องเสียเลือดเสียเนื้อ มีเรื่องประวัติศาสตร์ให้เราเห็น เราสำเหนียกมามากแล้ว ควรจะเรียนรู้ และศึกษาบทเรียนจากประวัติศาสตร์ต่าง ๆ นา ๆ การสร้างคนรุ่นใหม่ ๆ ก็เป็นพันธกิจสำคัญที่ท่านได้ให้ไว้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า วันที่ 9 มีนาคม เป็นวาระที่จริง ๆ ถ้าคิดแต่วันที่ 9 ประเทศไทยก็เดินยากนะ คิดกันทุกวัน ในโลกที่เรารับผิดชอบกันอยู่ในขอบเขตอำนาจของเราที่ทำอยู่ เราต่อยอดพันธกิจของ อ. ป๋วยซึ่งไม่ใช่พันธกิจของท่านคนเดียว แต่ว่าหลาย ๆ คนก็เชื่อมั่นแบบนี้ ด้วยวิธีที่เหมือนหรือต่างจาก อ. ป๋วยอย่างไร ไม่ต้องตอบเหมือน อ. ป๋วยก็ได้ แต่เราต้องการความคิด ปัญญารวมหมู่ของสังคมในการตอบโจทย์ยาก ๆ พวกนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นก็อยากจะจบตรงนี้ครับ

